อุเทสิกะเจดีย์
ปุจฉาวิสัชนาปัญหาธรรม (ต่างประเทศ เล่ม ๑)*
โดย พระราชนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาวิศิษฏ์
(หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
- "อุเทสิกะเจดีย์"
-
"อุเทสิกะเจดีย์ เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นโดยเจตนาอุทิศต่อพระพุทธองค์ นอกจากมิได้เป็นพระธาตุเจดีย์ หรือบริโภคเจดีย์ หรือธรรมเจดีย์แล้ว นับว่าเป็นอุเทสิกะเจดีย์ทั้งสิ้น สำหรับที่นิยมสร้างกันมาก มีพุทธบัลลังก์เป็นที่สักการบูชา ในเวลารำลึกถึงพระพุทธองค์เมื่อเสด็จเข้าสู่พระนิพพานแล้ว นอกจากนี้ก็มีพระพุทธรูปปางต่างๆ ก็นับว่าเป็นอุเทสิกะเจดีย์เช่นกัน"
"พระธาตุเจดีย์ในประเทศไทย เท่าที่ปรากฏอยู่ตามแบบต่างๆ มี ๗ สมัย" - "๑. สมัยทวารวดี"
- "๒. สมัยศรีวิชัย"
- "๓. สมัยลพบุรี"
- "๔. สมัยเชียงแสน"
- "๕. สมัยสุโขทัย"
- "๖. สมัยอยุธยา"
- "๗. สมัยรัตนโกสินทร์"
- "๑. สมัยทวารวดี (ประมาณ พ.ศ. ๕๐๐)"
- "พระธาตุเจดีย์มีอยู่ที่จังหวัดนครปฐมเป็นจำนวนมาก และเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย มีครบทั้ง ๔ อย่าง แต่การสร้างพระธาตุเจดีย์เป็นสำคัญยิ่งกว่าอย่างอื่น ในจังหวัดนครปฐมจึงมีพระสถูปอย่างใหญ่โตที่เราเห็นกันหลายองค์ มี พระปฐมเจดีย์เป็นต้น พระสถูปที่สร้างในสมัยทวารวดีใช้ก่ออิฐถือปูนปั้นลายประกอบ มีฐานทำเป็นสี่เหลี่ยม องค์พระสถูปกลมเป็นทรงโอคว่ำแต่ยอดเตี้ย "
- "๒. สมัยศรีวิชัย (ประมาณ พ.ศ. ๑๓๐๐)"
- "พระธาตุเจดีย์สมัยศรีวิชัยนี้หาค่อนข้างยาก พบแต่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่สร้างตามลัทธิมหายาน เมื่อพระบรมสารีริกธาตุหายากเสียแล้ว จึงมิได้ถือการสร้างพระธาตุเจดีย์เป็นสำคัญเหมือนทวารวดี มักทำเป็นมณฑปที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยอดเป็นพระสถูป เช่น พระมหาธาตุเมืองไชยา มณฑปที่สร้างขึ้นในเมืองสวรรคโลก เช่น วัดเจดีย์เจ็ดแถว และที่วัดมหาธาตุจังหวัดสุโขทัย ฝีมือช่างศรีวิชัยทำได้งามยิ่งนัก แต่ตัวอย่างมีอยู่มากในประเทศอินโดนีเซีย"
- "๓. สมัยลพบุรี (ประมาณ พ.ศ. ๑๖๐๐)"
- "พระธาตุเจดีย์สมัยลพบุรีมีรูปลักษณ์ปนกันทั้งสองฝ่าย ลัทธิหินยานซึ่งสืบเนื่องมาแต่สมัยทวารวดี และพระธาตุเจดีย์ฝ่ายลัทธิมหายานซึ่งมาแต่เมืองเขมร และบางทีก็มาแต่ศรีวิชัยด้วย หลักแห่งเจดียสถานคือ แก้ไขมณฑปมาทำเป็นปรางค์ บางแห่งทำปรางค์ใหญ่ เช่น ที่วัดมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี บางแห่งทำเป็นปรางค์เรียงกัน ๓ องค์ เรียกว่าปรางค์ ๓ ยอด"
- "พระธาตุเจดีย์สร้างในรัชกาลที่ ๑ รัชการที่ ๒ และรัชการที่ ๓ นิยมสร้างพระปรางค์ กับพระเจดีย์เหลี่ยมเป็นพื้น ที่สำคัญคือพระปรางค์วัดระฆัง พระเจดีย์ศรีสรรเพชรดาญาณ วัดพระเชตุพนและพระปรางค์วัดระฆัง พระเจดีย์ศรีสรรเพชรดาญาณ วัดพระเชตุพนและพระปรางค์วัดอรุณ ซึ่งนับว่าเป็นหลักของพระธาตุเจดีย์ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ งดงามทั้งรูปทรงและฝีมือสร้าง รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงจำลองแบบพระสถูปสมัยสุโขทัยลงมาสร้างในกรุงเทพฯ คือพระสถูปที่วัดบวรนิเวศวิหาร พระสถูปองค์นี้ทรงถ่ายแบบมาจากพระสถูปบนยอดเขาพนมเพลิง ที่เมืองศรีสัชชนาลัย และพระเจดีย์เหลี่ยมองค์ที่ ๔ วัดพระเชตุพน ทรงถ่ายแบบมาจากพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีเรื่องสำคัญเกิดขึ้นในรัชกางที่ ๕ เนื่องด้วยเรื่องพุทธเจดีย์ และมีเรื่อง พระบรมสารีริกธาตุอีกเรื่องหนึ่ง กล่าวคือ ในประเทศพม่า มอญ ไทย เขมร นับถือพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากลังกาทวีปช้านาน และถือคติตามลังกาว่า พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์มีลักษณะและสัณฐานเป็นเช่นนั้นๆ ทั้งมีอิทธิฤทธิ์ อาจทำปาฏิหาริย์ไปสู่ที่แห่งหนึ่งแห่งใดได้โดยลำพัง เพราะฉะนั้นพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากลังกาก็ดี หรือพบปะ ณ ที่ใดๆ ก็ดีต้องมีลักษณะถูกต้องตามตำรา จึงจะถือว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์ ครั้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีผู้ขุดพบอัฐิธาตุที่เมืองกบิลพัสดุ์ มีอักษรจารึกเป็นอย่างเก่าที่สุดในอินเดียบอกไว้ว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า คือส่วนซึ่งกษัตริย์สักยราชได้ไป เมื่อครั้งถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระขณะนั้น มาเควส เคอสัน ซึ่งเคยเข้าเฝ้าและคุ้นเคยกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นอุปราชครองประเทศอินเดียเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์เดียว ซึ่งเป็นพุทธศาสนูปถัมภกมีอยู่ในโลกปัจจุบันนี้เท่านั้น จึงส่งพระบรมสารีริกธาตุที่พบมาถวาย และครั้งนั้นนานาประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา เช่น ญี่ปุ่น พม่า ศรีลังกาและประเทศไซบีเรีย ได้ส่งทูตเจ้ามาทูลขอพระบรมสารีริกธาตุพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้แบ่งพระราชทานไปตามประสงค์ ส่วนพระบรมสารีริกธาตุที่เหลือนั้นโปรดให้สร้างเจดีย์ทองสัมฤทธิ์เป็นที่บรรจุ ประดิษฐานไว้ในคูหาพระสถูปบนยอดบรมบรรพตวัดสระเกศราชวรวิหาร เป็นที่สักการบูชาของมหาชนมาจนทุกวันนี้"
- "๔. สมัยเชียงแสน (ประมาณ พ.ศ. ๑๖๐๐)"
- "พระธาตุเจดีย์แบบสมัยเชียงแสนมีมากอยู่ในอาณาเขตล้านนา (ภาคพายัพ) ลักษณะเป็นของสร้างหลายยุค เนื่องจากชาวล้านนาจะได้พระพุทธศาสนามาหลายทาง ที่ตรงมาจากประเทศอินเดียก็มี เช่น พระปรางค์วัดเจดีย์เจ็ดยอด ก็จำลองแบบพระปรางค์ในอินเดีย พระปรางค์องค์นี้เป็นหลักให้เห็นว่า ที่ตั้งเมืองเชียงใหม่เคยเป็นเมืองมาแล้วแต่ดึกดำบรรพ์ ตรงกับเมืองแม่ระมิง แต่ร้างเสียในสมัยเมื่อตั้งเมืองหริภุญชัยเป็นราชธานี นอกจากนี้ ยังมีพระพุทธรูปซึ่งสร้างในอินเดียปรากฏอยู่ เช่น พระศิลาจำหลักปางปราบช้างนา"
- "๕. สมัยสุโขทัย (ประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๐)"
- "ชาวเมืองสุโขทัยเห็นจะถือพระพุทธศาสนาลัทธิมหายานอย่างที่ถือกันในลพบุรี ยังมีพระธาตุเจดีย์ซึ่งสร้างตามแบบสมัยลพบุรีปรากฏอยู่หลายแห่ง เช่น ปรางค์สามยอดที่วัดพระพายหลวง จังหวัดสุโขทัย ปรางค์พระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย ปรางค์วัดจุฬามณีช้างใต้ จังหวัดพิษณุโลก ประจวบกับสมัยที่เริ่มนับถือเลื่อมใสพระพุทธศาสนา ลัทธิลังกาวงศ์แพร่หลายในประเทศนี้ พระธาตุเจดีย์ซึ่งสร้างในสมัยสุโขทัย จึงสร้างตามลัทธิหินยานอย่างลังกาวงศ์ทั้งสิ้น"
- "๖. สมัยอยุธยา (ประมาณ พ.ศ. ๑๙๐๐)"
- "พระธาตุเจดีย์ ทำเป็นพระปรางค์อย่างสมัยลพบุรีอย่างหนึ่ง ทำเป็นพระสถูปลังกาอย่างสุโขทัยอย่างหนึ่ง แก้ไขเป็นพระสถูปแบบกรุงศรีอยุธยามีขึ้นอีก ๒ อย่าง คือ เป็นแบบสถูปลังกา แต่ทำเป็นเหลี่ยมย่อมุมเป็นไม้สิบสอง เช่น พระเจดีย์ศรีสุริโยทัย และพระเจดีย์ที่วัดชุมพลนิกายาราม อย่างหนึ่ง และเอาแบบพระเจดีย์เหลี่ยมอย่างสุโขทัยมาแก้เป็นทรวดทรงพระสถูปลังกาทำเป็นเจดีย์ทรงเครื่องอาภรณ์ เช่น พระเจดีย์ทอง ๒ องค์ ที่อยู่ข้างหน้าปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดารามอีกแห่งหนึ่ง"
- "๗. สมัยรัตนโกสินทร์ (ประมาณ พ.ศ. ๒๓๒๕)"
- "พระธาตุเจดีย์สร้างในรัชกาลที่ ๑ รัชการที่ ๒ และรัชการที่ ๓ นิยมสร้างพระปรางค์ กับพระเจดีย์เหลี่ยมเป็นพื้น ที่สำคัญคือพระปรางค์วัดระฆัง พระเจดีย์ศรีสรรเพชรดาญาณ วัดพระเชตุพนและพระปรางค์วัดระฆัง พระเจดีย์ศรีสรรเพชรดาญาณ วัดพระเชตุพนและพระปรางค์วัดอรุณ ซึ่งนับว่าเป็นหลักของพระธาตุเจดีย์ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ งดงามทั้งรูปทรงและฝีมือสร้าง รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงจำลองแบบพระสถูปสมัยสุโขทัยลงมาสร้างในกรุงเทพฯ คือพระสถูปที่วัดบวรนิเวศวิหาร พระสถูปองค์นี้ทรงถ่ายแบบมาจากพระสถูปบนยอดเขาพนมเพลิง ที่เมืองศรีสัชชนาลัย และพระเจดีย์เหลี่ยมองค์ที่ ๔ วัดพระเชตุพน ทรงถ่ายแบบมาจากพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีเรื่องสำคัญเกิดขึ้นในรัชกางที่ ๕ เนื่องด้วยเรื่องพุทธเจดีย์ และมีเรื่อง พระบรมสารีริกธาตุอีกเรื่องหนึ่ง กล่าวคือ ในประเทศพม่า มอญ ไทย เขมร นับถือพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากลังกาทวีปช้านาน และถือคติตามลังกาว่า พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์มีลักษณะและสัณฐานเป็นเช่นนั้นๆ ทั้งมีอิทธิฤทธิ์ อาจทำปาฏิหาริย์ไปสู่ที่แห่งหนึ่งแห่งใดได้โดยลำพัง เพราะฉะนั้นพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากลังกาก็ดี หรือพบปะ ณ ที่ใดๆ ก็ดีต้องมีลักษณะถูกต้องตามตำรา จึงจะถือว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์ ครั้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีผู้ขุดพบอัฐิธาตุที่เมืองกบิลพัสดุ์ มีอักษรจารึกเป็นอย่างเก่าที่สุดในอินเดียบอกไว้ว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า คือส่วนซึ่งกษัตริย์สักยราชได้ไป เมื่อครั้งถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระขณะนั้น มาเควส เคอสัน ซึ่งเคยเข้าเฝ้าและคุ้นเคยกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นอุปราชครองประเทศอินเดียเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์เดียว ซึ่งเป็นพุทธศาสนูปถัมภกมีอยู่ในโลกปัจจุบันนี้เท่านั้น จึงส่งพระบรมสารีริกธาตุที่พบมาถวาย และครั้งนั้นนานาประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา เช่น ญี่ปุ่น พม่า ศรีลังกาและประเทศไซบีเรีย ได้ส่งทูตเจ้ามาทูลขอพระบรมสารีริกธาตุพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้แบ่งพระราชทานไปตามประสงค์ ส่วนพระบรมสารีริกธาตุที่เหลือนั้นโปรดให้สร้างเจดีย์ทองสัมฤทธิ์เป็นที่บรรจุ ประดิษฐานไว้ในคูหาพระสถูปบนยอดบรมบรรพตวัดสระเกศราชวรวิหาร เป็นที่สักการบูชาของมหาชนมาจนทุกวันนี้"