รักษ์ธรรมะป่า…ส่งเสริมธรรมทาน…ศูนย์ศึกษาธรรมะป่า
ธรรมะพร #2: ธัมมวิจยะ-ธรรมะป่า…รู้สู้ภัยวิกฤตโลกไวรัสโควิด-19 ระบาด…เมตตาธรรมค้ำจุนโลก
พิพิธภัณฑ์สันตุสฺสโก (ออนไลน์) ที่ nippanang.com (นิพพานัง ดอท คอม)
- รับผิดชอบเรือร่วมกัน
- หลวงพ่อในนามคณะสงฆ์วัดป่านาคำน้อย ที่เป็นหัวหน้าแถว หลวงพ่อก็ไม่มีอย่างอื่น มีแต่น้อมรำลึกถึงพระรัตนตรัย คือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยอานุภาพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลโลก ด้วยอำนาจเทพเจ้าเหล่าเทวาทุกชั้นภูมิ ที่ได้บำเพ็ญในพื้นแผ่นดินไทยหรือในโลก ที่ได้ไปอยู่สวรรค์ชั้นภูมิใดที่มีฤทธิ์อำนาจ และก็พร้อมกัน ด้วยอำนาจของพระสยามเทวาธิราช ที่พวกเรากล่าวถึง รำลึกถึง และด้วยอำนาจของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ได้บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา ในพื้นแผ่นดินไทยและในโลก ได้สำเร็จมรรคสำเร็จผลไปแล้ว เป็นพระอริยบุคคล อุชุปฏิปันโน ญายะปฏิปันโน สามีจิปฏิปันโน ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ด้วยบุญกุศลทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้น ขอให้มาคุ้มครองพี่น้องประชาชนชาวไทยและชาวโลก ให้ได้พ้นจากภัยพิบัติในคราวนี้ในครั้งนี้ โรคไวรัสโควิท 19 อย่างที่พวกเราหวาดผวากันทุกหัวระแหงขอให้พี่น้องประชาชนร่มเย็นเป็นสุข สุขกายสุขใจทั่วหน้ากัน
- หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสฺสโก จากพระธรรมเทศนา “รับผิดชอบเรือร่วมกัน” แสดงธรรมเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 (สร้างเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563, วันที่ถอดข้อมูล: 10 เมษายน 2563, ถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม)
- มัจจุราชที่มองไม่เห็น
- ศรัทธาญาติโยมลูกหลานทุกคน ในช่วงนี้อยู่ในสถานะคับขัน ระเวียงระวังตัวใครตัวเรา ไม่รู้ว่าโรคภัยไข้เจ็บจะติดมากับใคร โรคไวรัสโควิท ๑๙ เป็นโรคติดต่อ โลกทั้งโลกก็กลัว ปิดประเทศกัน ปิดกิจการกัน ก็ทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองในช่วงนี้ก็คับขันพอสมควร พวกเราก็อย่าตื่นตระหนกจนเกินไป แต่ก็ให้ระเวียงระวัง อย่าไปเสียใจว่าเศรษฐกิจไม่เหมือนก่อน อดอยาก เราก็ต้องพยายามปรับปรุงการเป็นอยู่ของเรา มองดูเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวงท่านเคยตรัสไว้ พวกเราก็ควรจะหันไปมองในจุดนั้น นำมาใช้ในครอบครัวของเรา ถ้าพวกเราไม่รู้จักการบริหารจัดการกับตนเอง ครอบครัวของตนเอง มันไปไม่รอดนะ ถ้าพวกเราไม่เตรียมพร้อม ไม่ดูแลตรวจตรา ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ต้องระเวียงระวัง มันจะเดินไปข้างหน้าจะคับขันขนาดไหนเราก็ไม่รู้ ขณะนี้ก็กำลังจ่อเข้าไปอยู่ประตูคับขันแล้ว มันจะคลี่คลายไหม เราก็ต้องคอยดู ต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อน ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท หลวงตามหาบัวท่านก็เคยพูดนะ หลวงพ่อฟังดูแล้วก็จริงอย่างที่หลวงตาท่านพูด ก็เป็นแนวความคิดให้เราโอปนยิโก มองตนเอง ท่านว่าโลกของเรานี่ ถ้ามีอะไรขึ้น โหวกเหวกโวยวาย ตีฟูมตีฟาย ว่าตัวเองตายมาก แต่ตามที่จริง ถ้าจะเปรียบเทียบกับสัตว์เดรัจฉานที่เป็นน้ำมือของมนุษย์ ที่ฆ่าเขามาเป็นอาหาร ขนขึ้นมาจากเรือไม่รู้กี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นกี่แสนแต่ละครั้ง พอมนุษย์ตายเท่านั้นล่ะ โหวกเหวกวายวาย มนุษย์นี่เห็นแก่ตัวนะ หลวงพ่อได้ยินก็สะเทือนใจ ก็นำมาคิดกระทั่งเดี๋ยวนี้ ได้ยินมายี่สิบสามสิบปีแล้ว หลวงพ่อได้ยินมาก็อยากจะให้พวกเราได้คิดเหมือนกัน ก็คืออย่าไปเห็นแก่ตัวนะ อย่าเอารัดเอาเปรียบในเพื่อนมนุษย์ เกิดมาเป็นมนุษย์ด้วยกัน อย่าเอารัดเอาเปรียบกัน ส่งเสริมกัน อย่าไปรังแกเบียดเบียนคนอื่น สัตว์อื่น สรรพสัตว์ในโลก อย่างที่หลวงตาได้พูด ท่านก็ไม่ได้พูดรุนแรงนะ ท่านพูดให้โอปนยิโก แต่มีความหมายลึก ๆ หลวงพ่อก็อยากจะให้พุทธศาสนิกชนทุกหมู่ทุกเหล่าทุกท่าน ที่หลวงตาได้พูดก็เป็นแนวความคิด แต่ถึงยังไงถ้าปฏิบัติไม่ได้ ก็ให้เชิดชูบูชาไว้ว่า คำพูดนี้เป็นคำพูดที่อยู่ในจิตใจ เหมือนกับพวกเรายังรักษาศีลห้าไม่ได้ ก็ไม่ใช่จะดูถูกศีลห้าว่าไม่มีคุณค่าไม่มีประโยชน์ ถึงเราจะยังรักษาศีลห้าไม่ได้ แต่เราก็เชิดชูศีลห้าของพระพุทธเจ้าว่ามีคุณค่าจริง เพราะถ้ามนุษย์ทั้งหลายไม่มีศีลห้าเลย โลกทั้งโลกจะเป็นยังไง ถึงใครจะรักษาได้หรือไม่ได้ ศีลห้าก็ยังทรงคุณค่าของศีลห้าอยู่อย่างเก่า ถ้าพวกเราในยุคใดสมัยใด พร้อมเพรียงสามัคคีกัน เห็นคุณค่าของศีลห้า โลกในยุคนั้นก็จะร่มเย็นเป็นสุข เพราะไม่รังแกเบียดเบียนกัน ก็ขอให้พุทธศาสนิกชนทุกท่าน ทุกหมู่ทุกเหล่า อยู่ ณ สถานที่ใด ก็ให้ระเวียงระวังภัยที่จะมาถึง ถ้าเกิดภัยไข้เจ็บในกลุ่มของเรา ไปเที่ยวเตร่แล้วติดโรคภัยไข้เจ็บมา กลับมาก็มาติดครอบครัว ทั้งพ่อทั้งแม่ ปู่ย่าตายาย ก็มีปัญหาเกิดขึ้น ถึงพวกเราจะมีเงินคำทรัพยสมบัติก็เท่านั้น ต่างคนต่างล้มหายตายจากไป เสียอกเสียใจเพราะไม่ได้ระเวียงระวัง เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ก็บอกกล่าวไป อย่าให้สนุกสนาน ไปที่ไหนก็ให้ระเวียงระวัง เพราะมันติดได้ง่าย โรคนี้ไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บธรรมดา โลกทั้งโลกเขากลัวกันทั้งหมด ถึงวิทยาศาสตร์จะเจริญขนาดไหน ก็หวาดผวากัน ยังไม่สามารถที่จะสกัดกั้นมันได้ เป็นมัจจุราชที่มองไม่เห็นตัว ไม่เหมือนอีแร้งอีกาหมูหมาที่จะมากัด มาไล่เราเราก็ยังมองเห็นได้ ที่จะติดอยู่ที่ไหน เกาะอยู่ที่ไหนเราก็ไม่รู้ ถ้าเชื้อโรคนี้เกาะมากับเราก็ไม่ใช่จะอยู่กับเราอย่างเดียว จะอยู่กับกลุ่มพวกเรา การทานอาหารด้วยกันก็ต้องระเวียงระวัง ในการอยู่ด้วยกัน ความประพฤติเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าความประพฤติไม่เสมอกันก็อยู่ด้วยกันลำบาก การอยู่ด้วยกันก็ต้องมองหมู่มองเพื่อน มองพรรคมองพวก ถ้าจะไปฉกฉวยโอกาสขึ้นมาก็แปลว่าผิดกาลสถานที่อย่างมาก ๆ การอยู่ด้วยกันต้องมองกัน เมตตาต่อกัน ช่วยเหลือเผื่อแผ่กัน ถ้าจะเอารัดเอาเปรียบรังแกเบียดเบียนเขา กินเนื้อหนังมังสาเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัว อันนั้นไม่ถูก แปลว่าไร้จริยธรรม ไร้ศีลธรรม ไร้คุณธรรมในจิตใจ ไม่ถูก การอยู่ด้วยกันต้องมีความเมตตาอารีต่อกัน เอื้อเฟื้อต่อกัน อย่าไปทำให้คนอื่นหนักใจ
- หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสฺสโก จากพระธรรมเทศนา “มัจจุราชที่มองไม่เห็น” แสดงธรรมเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 (สร้างเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563, วันที่ถอดข้อมูล: 12 เมษายน 2563, ถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม)
- อย่าฉวยโอกาสเมื่อเกิดวิกฤต
- ขอให้พวกเราทุกท่าน ทั้งฝ่ายพระสงฆ์ ฆราวาสญาติโยมทุกหมู่ทุกเหล่า การอยู่ด้วยกัน ให้พร้อมเพรียงสามัคคีกัน คำว่าอิจฉา พยาบาท อาฆาตจองเวรกันไม่ควรจะมี ใครตกทุกข์ได้ยากก็ช่วยเหลือกัน มีอะไรยามคับขันอย่างนี้ ประเทศชาติบ้านเมืองคับขันอย่างนี้ คำว่าคับขันคำนี้ ก็คือโรคหวัด โควิด 19 มันเป็นทั่วโลก ทุกวันนี้มันแคบ เราฟังสื่อต่าง ๆ เขาก็พูดให้ฟังประเทศนั้นประเทศนี้ ใครประเทศไหนเป็นอะไรเขาก็ส่งข่าวกัน ประเทศไทยก็ต้องระมัดระวังเหมือนกัน และต้องให้กำลังใจกัน แต่บางคนไปกักตุนเครื่องใช้ของอยู่ของกิน มันไม่ถูกนะลูกหลาน ในช่วงนี้เป็นช่วงที่พวกเราจะต้องพึ่งพาอาศัยกัน ใครมีอะไรก็ช่วยเหลือเจือจาน ช่วยเหลือเผื่อแผ่กัน มันจึงจะถูก เผลอ ๆ ยังทุ่มเทเอาอีกต่างหาก ที่มันมีอยู่ก็ช่วยเหลือกัน เพราะบ้านเมืองคราวนี้ครั้งนี้ มันไม่ใช่เอาตัวรอดใครตัวรอดมัน ต้องพร้อมเพรียงสามัคคีกัน รักเมตตากัน ถ้าบ้านเมืองมีภัยพิบัติขึ้นมา พวกเราต้องพร้อมเพรียงสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวจึงจะถูก ไม่ใช่ว่าเราจะฉกฉวยความทุกข์ของคนอื่นเพื่อความร่ำรวยของตนเอง ผิดถนัด ผิดอย่างมาก ๆ บ้านเมืองเข้าสู่ความทุกข์ยากลำบาก ตัวของเราไปฉวยโอกาสขึ้นสินค้าขายสินค้า อันนั้นคิดได้ยังไง ถ้าเป็นแนวแถวของพระพุทธศาสนาก็ว่า คิดได้ยังไง ทำได้ยังไง ไม่น่าจะทำ มีอะไรก็ช่วยเหลือเผื่อแผ่กัน รักเมตตากัน ถ้าเมื่อบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติแล้วก็ค่อยว่ากัน ทำมาค้าขาย แต่บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ก็ต้องเคียงบ่าเคียงไหล่กัน จับมือกันให้แน่น เราจะเดินไปทางไหน ประเทศไทยของเรา ความพร้อมเพรียงสามัคคีนั่นล่ะที่จะหาช่องหาทางออก ไม่ใช่ต่างคนจะกระโดดโลดเต้นของใครของเรา ถ้าอย่างนั้นไปไม่รอด มีแต่ความพร้อมเพรียงสามัคคีเท่านั้น ที่จะพาประเทศชาติไป เพราะฉะนั้นขอให้ศรัทธาญาติโยมลูกหลานทุกคน ถึงเราจะไม่ได้ช่วยอะไร แต่ก็อย่าให้ตัวเองเป็นปัญหา อย่าให้มีปัญหาในชุมชนสังคม รักษาตัวเองให้อยู่ในกรอบ อย่าให้มีปัญหา ถ้าพอที่จะช่วยอันไหนได้ ก็ยื่นมือเข้ามาช่วยสงเคราะห์อนุเคราะห์ร่วมกัน ถ้าหากว่าเราไม่ได้ช่วยสงเคราะห์อะไร เราก็อยู่ในความสงบนิ่ง อย่าสร้างปัญหา อย่าให้เกิดปัญหา เพราะบ้านเมืองของเรามันเพลี่ยงพล้ำอยู่แล้ว จะมาซ้ำเติมเข้ามาอีก เป็นความคิดที่ไม่สร้างสรรค์ ไม่ถูกต้อง ความอิจฉา ความชิงดีชิงเด่น แย่งกันเป็นใหญ่ หรือแย่งกันเรืองลาภเรื่องยศ อีกไม่ถึงร้อยปีก็ต่างคนต่างไปแล้ว ต้องคิดให้กว้าง ๆ คิดให้ไกล ๆ ให้เมตตาต่อกัน ถ้าหากว่าพวกเราอยู่ด้วยกัน ไม่ได้มองใคร มองแต่ตนเองอย่างเดียว ตัวเองเหลือเฟือแต่คนอื่นยากจน ถ้าโลกทั้งโลกปั่นป่วน ตัวเองก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เมื่อเราอยู่ในสถานะอย่างนี้ อันไหนควรจะช่วยกันอย่างไร ใครอยู่ ณ สถานที่ใด มีหน้าที่อย่างไร จะช่วยเหลืออย่างไรให้กับชุมชน อย่าสร้างปัญหา อย่าให้มีปัญหา
- หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสฺสโก จากพระธรรมเทศนา “อย่าฉวยโอกาสเมื่อเกิดวิกฤต” แสดงธรรมเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2563 (สร้างเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563, วันที่ถอดข้อมูล: 12 เมษายน 2563, ถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม)
- ประโยชน์ตนในนาทีสุดท้าย
- พระพุทธเจ้าเคยตรัสถามว่า ดูก่อนสารีบุตร ที่เราพูดไปนี้เธอเชื่อไหม พระสารีบุตรว่า ยังไม่เชื่อพระเจ้าข้า พระสงฆ์ทั้งหลายที่ฟังอยู่ก็ฮือฮาว่า ทำไมพระสารีบุตรจึงกล้าปฏิเสธต่อหน้าพระพักตร์ขนาดนี้ พระพุทธเจ้า ท่านกล่าวต่อไปว่า ทำไมเธอจึงไม่เชื่อ พระสารีบุตรตอบว่า เพราะข้าพระองค์ยังไม่ได้นำไปปฏิบัติ เมื่อข้าพระองค์นำไปปฏิบัติแล้ว รู้จริงเห็นจริงเป็นจริงอย่างไร จะนำมากราบทูลเมื่อภายหลัง พระพุทธเจ้าท่านจึงกล่าวว่า สงฆ์ทั้งหลายจงฟังไว้ พวกเธอได้ยินอะไรมาอย่าเพิ่งเชื่อ ให้นำไปปฏิบัติกลั่นกรองไตร่ตรองด้วยเหตุและผลเสียก่อน แล้วจึงค่อยเชื่อ ทุกวันนี้ Social ก็ดี youtube ก็ดี Facebook ก็ดี ออกมาเยอะเหลือเกิน ออกมาอย่างไรพวกเราก็เชื่อทั้งหมด เขาว่ายังไงก็ว่าไปตามเขา ถ้าเราเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าแล้ว เขาว่าอะไรมาอย่าเพิ่งเชื่อนะ ให้ฟังไว้ก่อน เมื่อกลั่นกรองไตร่ตรองด้วยเหตุและผลแล้ว หากเป็นจริงมีเหตุผล ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะมีเหตุผล ให้พวกเราใช้สติปัญญากลั่นกรองให้รอบคอบด้วยเหตุและผลเสียก่อน
- หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสฺสโก จากพระธรรมเทศนา “ประโยชน์ตนในนาทีสุดท้าย” แสดงธรรมเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2560 (สร้างเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563, วันที่ถอดข้อมูล: 11 เมษายน 2563, ถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม)
- ห่ากินตับกินปอด
- เขาบอกว่าจังได๋ เมื่อสงสัยว่าจะเป็นอะไรขึ้นมา กะอย่าไปเพ่นพ่านเน้อ ให้กักบริเวณเน้อ กะอยู่ซะ อยู่ตามที่เขาบอก ถ้าหากว่าทุกคนอยู่ในกฎกติกา โรคภัยไข้เจ็บก็เข้าไม่ถึง ก็รักษาง่าย พวกเฮาอยู่ในประเทศชาติบ้านเมือง อยู่ในคนกลุ่มใหญ่ ถ้าบ้านเมืองเป็นจังซี่ขึ้นมา พวกเฮาก็อยู่ในกรอบนะ อยู่ในที่มั่น อยู่ในกรอบ ถ้าหากพอเป็นไป บ่มีอิหยัง เฮาก็ต้องระเวียงระวัง บ่ออกไปสัมผัส บ่ออกไปเพ่นพ่าน สำรวมระวังการเป็นอยู่ของพวกเฮา โลกเขาตื่นตระหนกกัน เฮาจะไปกล้าจะไปหาญกะบ่แม่น แต่เฮาจะไปย่านจนเกินไปกะบ่แม่น จะเป็นประสาทอีกคือกัน เฮาย่านพอสมควรก็พอ
- หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสฺสโก จากพระธรรมเทศนา “ห่ากินตับกินปอด” แสดงธรรมเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2563 (สร้างเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563, วันที่ถอดข้อมูล: 12 เมษายน 2563, ถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม)
- เอาสติไว้ที่ฐานทั้ง ๔
- ให้ระเวียงระวังโควิด ที่หลวงพ่อเตือนแล้วเตือนอีก เพราะทางบ้านเมืองก็ให้ความใส่ใจสนใจอย่างมาก เราจะไม่ตื่นตัวเสียเลยก็ไม่ถูก แต่ถ้าตื่นตระหนกเกินไปก็ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ ตื่นตระหนกเกินไป กลัวตายเกินไป กลัวการเจ็บไข้ได้ป่วยเกินไป ก็ไม่ถูก ชะล่าใจเกินไป กล้าหาญเกินไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย กล้าหาญแบบบ้า ๆ บ๊อง ๆ ก็ไม่ถูกอีก เพราะฉะนั้น คำว่าเดินสายกลางคำนี้คืออะไร อยากจะให้พวกเราทุกท่านดู อยู่ในความสงบ เขาให้อยู่กับบ้านก็ต้องอยู่กับบ้าน เพราะเขาไม่ต้องการให้มีการเคลื่อนไหว และพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับประเทศชาติบ้านเมือง ถึงจะเป็นประชาชนราษฎรก็เหมือนกัน อาหารการบริโภคทุกอย่าง อย่าไปกักตุนนะลูกหลานนะ ต้องขายตามปกติ ถ้าพวกเราไปกักตุนในช่วงนี้แปลว่าผิดกาลเวลา บ้านเมืองเขาต้องการความพร้อมเพรียงสามัคคี เขาต้องการความสงบร่มเย็นเป็นสุข การเป็นอยู่ให้มองกัน เรามาฉกฉวยโอกาสกักตุนสินค้าขายของราคาแพง ไม่ถูก ไม่น่าจะให้อภัยกับผู้กระทำเช่นนั้น เพราะฉะนั้น ลูกหลานทุกคนที่เป็นพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เป็นครูบาอาจารย์ ก็แนะนำสั่งสอนบอกกล่าวให้กับพี่น้องประชาชนทุกหมู่ทุกเหล่าลูกหลาน อย่าไปเห็นแก่เงินแก่ทองในช่วงนี้ ต้องเห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมือง ต้องเห็นแก่ประชาชน ถ้าหากว่าประเทศชาติอยู่ไม่ได้ ตนเองมีเงินหมื่นล้านแสนล้านก็อยู่ไม่ได้เหมือนกันนั่นแหละ เพราะฉะนั้น เราต้องช่วยให้ประเทศชาติบ้านเมืองอยู่ได้ ต้องช่วยกันดูแล อันไหนขาดเหลือ ขาดตกอย่างไร ก็เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกท่าน จะช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ไข ให้บ้านเมืองของเราไปด้วยดี ไม่ใช่ว่าคนอื่นฉิบหายทุกข์ยากลำบาก ตัวเองจะหัวเราะอยู่อย่างนั้น จิตใจอย่างนั้นเป็นอย่างไร มันไม่ถูกนะ นี่หลวงพ่อพูดให้คิด ให้อยู่ในที่มั่น และพร้อมกันก็ให้ช่วยเหลือชุมชนสังคม อย่าไปเห็นแก่เงินเศษบาทเศษสตางค์ บ้านเมืองล่มจมฉิบหาย ไม่ถูกนะ หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก จากพระธรรมเทศนา “เอาสติไว้ที่ฐานทั้ง ๔” แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๓
- หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสฺสโก จากพระธรรมเทศนา “เอาสติไว้ที่ฐานทั้ง ๔” แสดงธรรมเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2563 (สร้างเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563, วันที่ถอดข้อมูล: 10 เมษายน ๒๕๖๓, ถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม)
- รับผิดชอบเรือร่วมกัน
- ในยามคับขันอย่างนี้ รู้ได้เลย ประเทศไหนที่ไม่มีกฎ ไม่มีระเบียบ ไม่มีวินัย รู้ได้ในยามคับขันอย่างนี้ ตัวใครตัวเรา ผลที่สุดก็ตายกันเป็นเบือ เพราะคนในชาติไม่มีกฎระเบียบ ถ้าคนในชาติมีกฎระเบียบ เคียงบ่าเคียงไหล่ ว่าจะแก้ไขอย่างไร ที่มันเกิดขึ้นมาอย่างนี้ เหมือนกับเราลงเรือลำเดียวกัน ผู้ที่เจาะเรือก็มี ผู้ที่วิดน้ำเข้าเรือก็มี แล้วจะเป็นยังไง เรือจะไปไหวหรือ มันก็ไปไม่ไหว ถ้าทุกคนอยู่ในที่มั่น นิ่ง อย่ากระโดดโลดเต้น อย่ากระโดดไปข้างนั้น กระโดดไปข้างนี้ พอเรือเอียงเอียงไปข้างขวา ก็กระโดดไปข้างซ้าย พอเรือเอียงไปข้างซ้ายก็กระโดดไปข้างขวา ถ้าหากว่าเรารู้กัน เอ้า ทุกคนแบ่งครึ่ง นับกัน อยู่ข้างละร้อย ข้างขวาร้อยหนึ่ง ข้างซ้ายร้อยหนึ่ง อย่าไปกระโดดนะ ถ้าคนมีวินัยฟังกัน เรือลำนั้นถึงจะโคลงเคลงขนาดไหน ก็ไปถึงจุดหมายปลายทางได้ ถ้าคนในเรือไม่ฟังกัน ไม่มีวินัย อยากจะทำอย่างใจตัวเอง เรือลำนั้นไม่ถึงจุดหมายปลายทาง ล่มกลางทะเลเลย นี่ก็ลักษณะอย่างนั้น พวกเราอยู่ด้วยกันต้องมีวินัยนะในช่วงนี้ บ้านเมืองอย่างนี้ ต้องรักษากฎ ต้องรักษากติกา เขาบอกมาอย่างไร ผู้รู้บอกมาอย่างไรเราต้องปฏิบัติตาม
- หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสฺสโก จากพระธรรมเทศนา “รับผิดชอบเรือร่วมกัน” แสดงธรรมเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 (สร้างเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563, วันที่ถอดข้อมูล: 12 เมษายน 2563, ถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม)
- อบรมตัวการใหญ่
- ในช่วงนี้ก็เป็นที่รู้กัน ไม่ใช่เฉพาะประเทศชาติของเรา แต่โลกทั้งโลกก็หวั่นไหวเกี่ยวกับโรคไวรัสโควิดระบาดไปทั่วโลก ถ้าหากว่าพูดแบบโบราณเขาก็พูดว่าห่าลงเมือง แต่นี่มันห่าลงโลก พอมนุษย์มากขึ้นห่ามันก็ลง ห่ากินโลกวัฏสงสาร ห่ากินตับ ห่ากินปอด แต่คราวนี้เป็นห่ากินปอด โรคไวรัสกินปอด เพราะฉะนั้น ทุก ๆ คนก็ต้องระมัดระวัง อย่าไปดันทุรัง อย่าไปดื้อ ถ้าดื้อขึ้นมาก็เป็นอันตราย ขอให้พี่น้องประชาชนศรัทธาญาติโยมทุกหมู่เหล่า ในคราวที่ต้องระเวียงระวัง ก็ต้องระเวียงระวัง ถ้าหากว่าไม่ระเวียงระวังเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นก็ไม่คุ้มค่า บางคนถ้าดื้อเกินไปก็ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ประเทศชาติไม่ใช่ของผู้หนึ่งผู้ใด ถ้าเรายังต้องเกี่ยวข้องกับคนอยู่ เราก็ต้องฟังกัน ฟังทุกคนที่เกี่ยวข้องที่อยู่รอบข้างรอบด้านของเรา เพื่อความปลอดภัย เพื่อความร่มเย็นผาสุก ในการอยู่ด้วยกัน บางทีมีศึกสงคราม อริศัตรู โรคภัยไข้เจ็บ คราวนี้เป็นคราวโรคภัยไข้เจ็บ คนโบราณเขาว่าห่าลงเมือง อย่างโรคอหิวาตกโรคในสมัยก่อน คราวนี้มันอีกแบบหนี่ง โรคมันก็พัฒนาให้ทันสมัยขึ้นมาเรื่อย ๆ ชื่อก็ไม่ใช่ชื่อเมืองไทย ชื่อโควิด ไวรัสโควิด 19 ก็คงจะเป็นประวัติศาสตร์ไปยาวนาน เพราะต่างประเทศ ต่างชาติก็ล้มหายตายจากไปไม่ใช่น้อย ผู้ติดโรคภัยไข้เจ็บก็เป็นแสน พวกเราคงจะเข้าใจมากกว่าหลวงพ่อ เพราะหลวงพ่อเป็นพระป่าพระดง ได้ยินแต่ลูกหลานมาเล่าให้ฟัง เมื่อหลวงพ่อได้ยินก็กล่าวย้ำเตือนให้ลูกหลานระเวียงระวังเน้อ ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ออกจากบ้าน ถ้าต้องออกจากบ้านก็อย่าไปเถลไถลในชุมชนและสังคมที่มันเสี่ยง ในสมัยนี้มีวิทยาศาสตร์เจริญรุ่งเรืองสำรวจตรวจตราดูว่าเชื้อโรคมีลักษณะอย่างไร มีกล้องจุลทรรศน์ ขยายออกมาว่าเป็นลักษณะอย่างไร แต่ถึงขนาดนั้นก็ยังไม่ทันมันอีก มันเหนือกว่าขึ้นไปอีก พวกเราก็สำรวมระวังเท่าที่จะระวังได้ ถ้ามันสุดวิสัยจริง ๆ ก็ต้องยอมต่อมันแต่ถ้ายังไม่ถึงจุดนั้นก็ต้องระเวียงระวัง อย่าไปเถลไถลจุดไหนที่จะเป็นอันตราย ตามที่บ้านเมืองเขาบอกกล่าวก็ให้ฟัง อย่าไปดื้อ เราอยู่ในโลกมนุษย์จะทำยังไงให้ถูกกับกาลเทศะ กาล สถานที่ บุคคล กาลอย่างนี้ สถานที่อย่างนี้ เราควรปฏิบัติตนอย่างไร สถานที่อย่างนี้เมื่อเราเข้าไปหาชุมชนกลุ่มนี้เราจะปฏิบัติตนอย่างไร นี่คือให้ใช้ปัญญาทั้งหมด ในหลักของพระพุทธศาสนา ก็ขอให้ทุกท่านศรัทธาญาติโยมลูกหลานอยู่ในความสงบ และปฏิบัติตนสำรวมระวัง ใส่หน้ากากอนามัย ล้างไม้ล้างมือให้สะอาดเรียบร้อย ทำให้ถูกสุขอนามัย พวกเราเป็นผู้ใหญ่ ได้รับการศึกษาดีแล้ว ก็ปฏิบัติตนให้ถูกกับกฎกติกาของเขา แต่ถึงยังไงก็ตาม ถึงเราจะรักษาดีขนาดไหน เราก็ต้องนำหลักคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นแนวทางอีกเหมือนกัน พระพุทธเจ้าท่านว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา เรามีความเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นธรรมดา เรามีความตายเป็นธรรมดา เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของเจริญใจทั้งหลายทั้งปวง เราจะต้องได้รับผลของกรรมที่เราได้ทำไว้ คืออภิณหปัจเวก ๕ นี่คือสิ่งที่เราต้องคิดไว้อยู่เสมอ
- หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสฺสโก จากพระธรรมเทศนา “อบรมตัวการใหญ่” แสดงธรรมเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2563 (สร้างเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563, วันที่ถอดข้อมูล: 13 เมษายน 2563, ถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม)
- ไทยมุง ไทยเผ่น
- ให้ลูกหลานอยู่ในความสงบ สงบกาย สงบวาจา สงบใจ สงบกายก็คือต้องฟัง ในช่วงนี้เขาทำอะไร ประเทศชาติบ้านเมืองเป็นอย่างไร เราจะสงบกายของเราอย่างไร สงบวาจาอย่างไร สงบใจของเราอย่างไรไม่ให้ตื่นกลัวจนเกินไป ไม่ตระหนกเกินไป ไม่กระต่ายตื่นตูมเกินไป และก็ไม่ควรจะกล้าหาญเกินไป เราจะทำอย่างไรจึงจะพอเหมาะ ให้ระเวียงระวังด้วยกันทุกคน อยู่ในที่มั่น อย่าไปเพ่นพ่านในช่วงนี้ ถ้าไม่จำเป็นอย่าออกไปข้างนอก ห้ามตัวเองเอาไว้ก่อน หลวงพ่อเองฉันจังหันเสร็จก็หาที่พักภาวนา เดินจงกรมนั่งภาวนาตามลำพัง ไม่ได้ออกไปคลุกคลีกันผู้คน ศรัทธาญาติโยมลูกหลานก็เหมือนกัน ให้ระวังทุกคน ภายในวัดของเราก็ให้อยู่ในที่มั่น พร้อมกันก็ปฏิบัติศีลปฏิบัติธรรมภาวนา เราไม่ต้องคิดไปในทางอื่น ให้เห็นในมรณภัยที่มาถึงตัวเอง มรณัง เม ภวิสติ ข้าพเจ้าจะต้องตาย ถ้าติดไวรัสโควิดเข้าไปก็ตายได้ง่าย ๆ เราอย่าไปประมาท อย่าไปสนุกสนาน อย่างหลวงปู่หล้าว่า ความตายแขวนคออยู่ทุกก้าวเดิน หายใจไม่เข้าก็ใช่ หายใจไม่ออกก็ใช่ เพราะฉะนั้น พวกเราอย่าไปตั้งอยู่ในความประมาท ระเวียงระวังให้ดีที่สุด ในขณะนี้ถ้าเขาให้ระเวียงระวังอะไรก็ให้ปฏิบัติตาม อย่าไปเพ่นพ่าน อย่าไปดื้อ
- หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสฺสโก จากพระธรรมเทศนา “ไทยมุง ไทยเผ่น” แสดงธรรมเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 (สร้างเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563, วันที่ถอดข้อมูล: 12 เมษายน 2563, ถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม)
- เอาสติไว้ที่ฐานทั้ง ๔
- เราอย่าไปดื้อ บางคนไม่ยอมฟังใคร เขาห้ามเท่าไรก็ดันทุรังออกมา ไม่กลัว เพราะไม่เห็นตัวเชื้อโรค ก็ว่า กลัวทำไม มันไม่บินมาเหมือนอีแร้งอีกาหรอก ถ้าเชื้อโรคบินมาเหมือนอีแร้งอีกา กูจะจับมาต้มแกล้มเหล้าทั้งหมด ว่ายังงั้นไปอีก แต่ตามที่จริงเชื้อโรคมันไม่เหมือนอีแร้งอีกา มันติดกับเสื้อผ้า กับราวบันได กับที่ไหน ๆ เป็นของละเอียด ผลที่สุดก็เข้าไปในปากในคอตัวเอง ทะลวงเข้าไปในปอด กินปอด ไม่ใช่ว่าเข้าไปแล้วจะแสดงอากัปกิริยาเลยก็ไม่ใช่ เข้าไปแล้วก็ไปฟักตัวอยู่ เข้าไปฟักกองพลของมันให้เตรียมพร้อมเสียก่อนถึง ๑๔ วัน แล้วก็ลุกฮือขึ้นมาทีเดียว แสดงอากัปกิริยาขึ้นมา โดยมากจะเป็นผู้สูงวัย เพราะมีโรคภัยไข้เจ็บอยู่แล้วเป็นปกติ ความดันบ้าง เบาหวานบ้าง หัวใจบ้าง ผลที่สุดไวรัสนี้เข้าไปซ้ำเติม โดยมากคนแก่ก็จะแพ้ ไวรัสนี้เป็นโรคลดสต็อคคนแก่ ใครเป็นคนแก่ให้ระวังนะ ถ้าไม่อยู่ในกรอบ มันลดสต็อคนะ อย่าไปดื้อ ให้อยู่ในความสงบ ตรวจตรา เชื่อฟัง เขาบอกว่าอย่าออกไปก็หยุด อย่าออกไป เราออกไปจนพอแรงแล้ว เถลไถลออกไป ทำมาค้าขายที่อื่น ออกไปจนพอแรงแล้ว เขาให้อยู่บ้านก็อยู่บ้าน เดินจงกรมก็ได้ พุทโธ ๆ อยู่ในบ้าน นั่งภาวนาพุทโธอยู่ในบ้าน และก็อ่านหนังสือธรรมะ ฟังเทศน์ เหมือนกับเข้าธุดงค์ดูสิในขณะนี้ เป็นยังไง พระธุดงค์ท่านอยู่ตามลำพัง ดูสิเป็นยังไง ใจของเราเป็นยังไงในขณะที่อยู่ตามลำพัง ถ้าเราอยู่ในห้องไอซียูคนเดียวจะเป็นยังไง จะได้เตรียมไว้ พยายามฝึกหัดดูสิ ทดลองดูก่อน เผลอ ๆ จิตใจเราจะได้รับความสงบร่มเย็นเป็นสุขขึ้นมาอีกมากต่อมาก ขอฝากไว้กับศรัทธาญาติโยมทุกคนนะ สำหรับการเป็นอยู่ในช่วงนี้
-
หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสฺสโก จากพระธรรมเทศนา “เอาสติไว้ที่ฐานทั้ง ๔” แสดงธรรมเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2563 (สร้างเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563, วันที่ถอดข้อมูล: 10 เมษายน ๒๕๖๓, ถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม)
- อานิสงส์ลดหลั่น ทาน ศีล ภาวนา
- อยู่ในบ้านพวกเราก็ทำได้นะ ภาวนานี้ อานิสงส์แห่งการภาวนานี้มากนะ พระพุทธเจ้าว่าทำให้จิตใจของเรารู้แจ้งเห็นจริง ตามความเป็นจริง เมื่อจิตใจรู้ตามความเป็นจริงแล้ว จิตใจจะหลุดพ้นจากกิเลส ราคะ โทสะ ไม่มาเวียนว่ายตายเกิดในโลกนี้อีก ถ้าหากว่าพวกเรามาเวียนว่ายตายเกิดนี้ ถึงพวกเราจะมีความสุขขนาดไหนก็เถอะนะ อีกสักวันหนึ่งข้างหน้านี้ความแก่ ความเจ็บ ความตายมาถึงแล้ว เราหาความสุขไมได้นะจุดนั้น บางทีก็เอ้ย ! ข้าเบื่อ ข้ายอม ข้าทุกข์จริง ๆ เบื่อจริง ๆ ไม่อยากจะมาเกิดในโลกนี้ พอว่าเท่านั้นก็ใจขาดไปซะ มันก็เลยหมด มันใจขาดไปแล้ว มันทุกข์มาก ๆ ในจุดนั้น จุดที่จิตใจจะออกจากร่างนั้นนะ มันเป็นจุดที่ทุกข์ที่สุด จนใจรับไม่ได้เลยว่างั้นเถอะ ร่างกายอันนี้
- หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสฺสโก จากพระธรรมเทศนา “อานิสงส์ลดหลั่น ทาน ศีล ภาวนา” แสดงธรรมเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2546 (สร้างเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563, วันที่ถอดข้อมูล: 13 เมษายน 2563, ถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม)
- เอาสติไว้ที่ฐานทั้ง ๔
- ช่วงนี้เป็นช่วงอันตรายอย่างที่พวกเราท่านทั้งหลายได้เห็น หลวงพ่อเองก็มั่นใจในส่วนราชการส่วนหนึ่ง และส่วนของทางแพทย์ทางหมอของพวกเราอีกส่วนหนึ่ง ถ้าพิจารณาไปถึงเมืองนอกที่เขาติดเชื้อขึ้นมาแล้วมาคิดถึงเมืองไทยของเรา เรื่องติดเชื้อของเราก็มาก แต่เรื่องตายของเรายังไม่มาก ก็คิดว่าทางหมอทางพยาบาลทั้งอนามัยและผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายก็ใส่ใจอย่างหนัก ทำงานหนักที่รักษาพี่น้องประชาชน อันนี้ก็น่าอุ่นใจ แต่ถึงยังไงพวกเราก็ต้องให้ความร่วมมือ อย่าให้คนอื่นหนักใจกับเรา เราก็รู้แล้ว เราเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ อายุของเราเท่าไรแล้ว เราอย่าไปสุ่มสี่สุ่มห้านะ บ้านเมืองในลักษณะอย่างนี้ ในช่วงนี้เราควรปฏิบัติตนอย่างไร ตามกาลเทศะ กาล สถานที่ บุคคล ในหลักของพระพุทธศาสนาท่านสอนไว้หมดแล้วนะ
- หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสฺสโก จากพระธรรมเทศนา “เอาสติไว้ที่ฐานทั้ง ๔” แสดงธรรมเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2563 (สร้างเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563, วันที่ถอดข้อมูล: 11 เมษายน 2563, ถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม)
- ฝ่าวิกฤตโควิดด้วยสติ
- หลวงพ่อเองก็เห็นอกเห็นใจหมอพยาบาล ทำงานหนักมากนะลูกหลาน ควรจะให้กำลังใจทุกหน่วยทุกหมู่ทุกเหล่า ถ้าหมอพยาบาลต้องการอะไรพวกเราก็ควรรวมกันให้การสนับสนุน ควรให้กำลังใจ หมอที่ดูแลคนไข้ พอกลับไปถึงบ้านจะทำยังไง จะไปหาลูกเมียก็ไม่ได้ ต้องอยู่ห่าง กลัวเชื้อโรคจะไปติด ไม่รู้มันอยู่ตรงไหนอย่างไร มันน่าคิดทั้งนั้น โรคโควิดนี้ หลวงพ่อในฐานะพระสงฆ์ ก็สนับสนุนและให้กำลังใจกับคณะแพทย์ คณะหมอพยาบาล ที่ให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนท่านเสียสละอย่างมาก คราวนี้บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ก็ต้องอาศัยแพทย์ อาศัยหมอ ถ้าบ้านเมืองมีศึกสงครามก็ต้องให้ความสำคัญเรื่องทหารที่เป็นผู้ปกป้องประเทศชาติ ถ้าบ้านเมืองมีโจรผู้ร้ายขึ้นมาในท้องถิ่นก็ต้องพึ่งพาอาศัยตำรวจ แต่ขณะนี้เป็นคราวเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างนี้ พวกเราก็ต้องพึ่งพาอาศัยคณะแพทย์ คณะหมอ นี่ล่ะเป็นผู้ดูแลพี่น้องประชาชน ส่วนพระสงฆ์ก็ให้กำลังใจแก่พี่น้องประชาชนทุกหมู่ทุกเหล่า อย่าตื่นตระหนกเกินไปนะพี่น้องลูกหลาน ให้อยู่ในความสงบ นิ่ง อยู่ด้วยความใช้สติ ใช้ปัญญา ให้มีสติอยู่กับตัวเอง เราจะแก้ไขยังไง ใช้ปัญญาความรอบคอบ อย่าไปทำอะไรแบบมุทะลุ ขอให้พวกเราทุกท่าน ให้มีสติ ให้มีสัมปชัญญะ ให้มีปัญญา ถ้าพวกเรามีความพร้อมเพรียง สามัคคีกัน เคียงบ่าเคียงไหล่ ถึงจะงานหนักหนาขนาดไหน ก็จะพานาวาคือ ประเทศชาติบ้านเมืองไปสู่จุดหมายปลายทางได้ หลวงพ่อในฐานะที่เป็นหลวงปู่หลวงตาเป็นพระสงฆ์ก็มีแต่ให้กำลังใจทุกหมู่ทุกเหล่า ช่วยกันคนละไม้ละมือ เอาทุนทรัพย์ออกมาช่วยๆ กัน หลวงพ่อเองก็บอกนะ ปวารณา ถ้ามีอะไรในท้องถิ่นของเราจะให้หลวงพ่อช่วยก็บอกมาเน้อ หลวงพ่อก็พร้อมที่จะเป็นกำลังช่วยเหลือชุมชนสังคมเหมือนกัน ถ้าพวกเรามีความหวังดีต่อกัน มีความสามัคคีกัน รักเมตตากัน มันหาทางออกได้
- หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสฺสโก จากพระธรรมเทศนา “ฝ่าวิกฤตโควิดด้วยสติ” แสดงธรรมเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2563 (สร้างเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563, วันที่ถอดข้อมูล: 12 เมษายน 2563, ถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม)
- พึ่งพระรัตนตรัยในคราวคับขัน
- การเป็นอยู่ในช่วงนี้ หลวงพ่อได้บอกว่า ในทางข้างนอกเราก็จะรักษาร่างกาย การเป็นอยู่เราควรจะรักษาอย่างไร ส่วนทางด้านจิตใจ คนก็หวั่นไหวทางด้านจิตใจ หลวงพ่อเองก็ได้ให้ทำพระคาถาของพระพุทธเจ้า เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจส่วนหนึ่ง หลวงพ่อไม่ได้ให้เข้าป่าเข้ารกนะ ให้ยึดพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะเป็นที่พึ่ง ก่อนหลับก่อนนอนก็ไหว้พระ อรหัง สัมมา สวากขา โต สุปฏิปันโน จากนั้น ก็นะโม ตัสสะ ภควโต ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระผู้พระภาค อรหันตสัมมา สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น สามจบ จากนั้นก็ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ยึดพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งทางด้านจิตใจ นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า พะหุง เว สะระณัง ยันติ ปัพพะตานิ วะนานิ จะ ข้าพเจ้าเป็นพุทธศาสนิกชน จะไม่ยึดภูผาป่าไม้ ยึดดวงดาว ฤกษ์งามยามดี ยึดพระภูมิเจ้าที่ ยึดสิ่งที่รกร้างพระเจดีย์เป็นสรณะเป็นที่พึ่ง ข้าพเจ้าจะยึดพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า อะเสวะนา จะ พาลานัง ข้าพเจ้าจะคบบัณฑิต ไม่คบพาลชน ถ้าใครก็ตามเป็นคนพาลชน เป็นคนเห็นแก่ตัว เป็นคนไม่ดี ในประเทศชาติ ในโลก ข้าพเจ้าจะไม่คบ ไม่นับถือ ไม่เลื่อมใสกับพาลชนเหล่านั้น ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา ข้าพเจ้าจะคบคนดี ใจของข้าพเจ้า ก็เหมือนกัน ถ้าใจของข้าพเจ้าคิดเลวคิดชั่ว ข้าพเจ้าจะไม่ส่งเสริม ข้าพเจ้าจะเป็นผู้คิดดี ทำดี พูดดี มีพุทโธอยู่ในใจ นี่คือมงคล ๓๘ ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา ข้าพเจ้ารำลึกถึงพระพุทธเจ้าที่ไปโปรดเมืองเวลาสี ทีมีโรคระบาดในยุคที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ก็ให้พระอานนท์เป็นผู้ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ทั่วเมืองเวสาลีในคราวนั้นครั้งนั้น โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายก็ได้ระงับไปด้วยพุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ ของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยอานุภาพในคราวนั้น ก็ขอให้มาคุ้มครองข้าพเจ้า และประเทศชาติบ้านเมือง ลูกหลานของข้าพเจ้าด้วย จากนั้น ก็ สวดโพชฌงค์ พระพุทธเจ้าประชวร ก็ให้พระโมคคัลลานะ พระกัสสปะ พระจุนทะ มาสวดโพชฌงค์ พระพุทธองค์ก็หายประชวร สักกัตตะวา พุทธะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง ข้าพเจ้าจะยึดพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นโอสถ คือเป็นยาทางด้านจิตใจของข้าพเจ้า ยันทุนนิมิตตัง นิมิตที่เป็นอัปมงคลทั้งหลายที่เกิดขึ้นมา ก็ขอให้หายไปด้วยพุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ คุ้มครอง สุดท้ายก็โหตุ สัพพัง สุมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธา สัพพะธัมมา สัพพะสังฆา นุภาเวนะ โสตถี โหนตุ นิรันตะรัง ด้วยอำนาจคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ กำจัดสิ่งที่เป็นอัปมงคล อันตราย หายสูญไป จากประเทศชาติ จากโลกที่ข้าพเจ้าอาศัย เป็นพระคาถาของพระพุทธเจ้า ลูกหลานคนเฒ่าคนแก่ก่อนหลับก่อนนอนก็สวด เพื่อเป็นสิริมงคลของตนเอง ยึดพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง เพราะเราเป็นพุทธศาสนิกชน ไม่ควรจะยึดภูติผี ผีสางนางไม้ ไม่ใช่เจ็บไข้ได้ป่วยแล้วก็ไปไหว้ผงก ๆ พึม ๆ พำ ๆ กับผีสางนางไม้ ผีก็เหมือนกับคน ในหลักของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ท่านปฏิเสธว่าผีไม่มี มี พวกยักษ์พวกอสูรกาย ยักษ์สัมมาทิฏฐิก็มี ยักษ์มิจฉาทิฏฐิก็มี ยักษ์พวกอมนุษย์ทั้งหลายก็ยังมีกิเลสอยู่ เหมือนกับเรานี่ล่ะ ถ้าใครทำดีก็เห็นดี ใครทำไม่ดีก็เบียดเบียนรังแกเขา มีแต่พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ให้ธรรมเสมอภาคกัน มีเมตตาอย่างเดียว ขนาดสัตว์เล็กสัตว์น้อยก็ไม่ให้ฆ่า ไม่ให้ทำลาย พวกเราจึงยึดไตรสรณคมน์ คือยึดพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง พวกเราพุทธศาสนิกชน เมื่อมีเรื่องคับขันเข้ามา เราก็ควรจะไหว้พระสวดมนต์ ยึดไว้ทางด้านจิตใจ เรื่องข้างนอกเราก็พึ่งแพทย์พึ่งหมอ รักษาตามกฎกติกากฎเกณฑ์ เขาให้กักตัวเราก็กักตัว แล้วก็แนะนำอย่างที่บอกกล่าวกัน ส่วนทางด้านจิตใจก็ยึดพระพุทธเจ้า พระธรรมพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งทางจิตใจ
- หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสฺสโก จากพระธรรมเทศนา “พึ่งพระรัตนตรัยในคราวคับขัน” แสดงธรรมเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2563 (สร้างเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563, วันที่ถอดข้อมูล: 12 เมษายน 2563, ถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม)
- อย่ากลัวเกินไป อย่ากล้าเกินไป
- ศรัทธาญาติโยมลูกหลาน ช่วงนี้ต้องอยู่ในที่มั่น อย่าไปขยับเขยื้อน ต้องรู้จัก ต้องฟัง ต้องลู่ตามลม ประเทศชาติ โลกทั้งโลกเป็นยังไง ชุมชนเราเป็นยังไง เราอย่าไปทวนกระแส อย่าไปแตกตื่นเกินไป เวลานั่งก็ให้นั่งห่างกัน อย่าไปนั่งใกล้กัน ถ้าคนไม่รู้จักกันก็ให้อยู่ในระยะห่าง และก็ล้างมือ ปิดปากด้วยผ้าปิดปากปิดจมูก ต้องรักษา เพราะในช่วงนี้เป็นช่วงที่โลกทั้งโลกตื่นตระหนกกัน บางคนก็เอาวิทยาศาสตร์ เอาแนวความคิดมาตะลุมกัน ตามที่จริงโรคภัยไข้เจ็บมันอยู่ในกาย แต่ธรรมะพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าท่านสอนใจ แต่ร่างกายกับใจก็ต้องอาศัยกัน มันกระเทือนกัน เรื่องการเจริญพระพุทธมนต์เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ หากเราไม่มีอะไรยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ จิตใจของเราก็ว้าเหว่อ้างว้าง ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ก็ไปกราบศาลพระภูมิบ้าง ไปพึ่งพาอะไรบ้าง แต่บางคนก็ว่าไม่จำเป็น ต้องพึ่งพาวิทยาศาสตร์การแพทย์เท่านั้น วิทยาศาสตร์การแพทย์ก็ใช่ เป็นการรักษาทางร่างกาย จะว่าวิทยาศาสตร์ดีไหม ก็ดี แต่วิทยาศาสตร์ก็เป็นตัวสังหารโลกด้วยตัวหนึ่ง อย่างลูกระเบิดปรมาณูก็เป็นวิทยาศาสตร์ใช่ไหม เพราะฉะนั้น เราจะไปเทิดทูนบูชาวิทยาศาสตร์เสียทีเดียวก็ไม่ได้ สำหรับพวกเราเมื่อเรามาถึงจุดนี้แล้ว จะไปตื่นตระหนกมากก็ไม่ได้ ต้องอยู่ในที่มั่น ยืนนิ่ง เคียงบ่าเคียงไหล่กัน เราจะสู้ยังไง ถ้าประหม่าเกินไปก็เป็นขี้ขลาด ถ้าหาญเกินไปก็ไม่ใช่เรื่อง แล้วจะทำยังไงที่จะอยู่ในขั้นมัชฌิมาปฏิปทา เดินสายกลาง ไม่ตกใจเกินไป ไม่กล้าจนเกินไป หลวงพ่อเองมองว่า ถ้าเราระเวียงระวัง ก็ไม่เป็นสิ่งที่น่ากลัวจนเกินไป นี่ตั้งหลายเดือน มีคนตายเพียงคนเดียว ก็คิดว่าหมอของเราคงจะเอาอยู่ แต่ถึงยังไงเราก็ต้องระเวียงระวัง ทำจิตใจให้นิ่ง คิดใคร่ครวญทบทวนสิ่งที่มันเกิดขึ้นมา มันเกิดขึ้นมาด้วยเหตุอันใด มันต้องมีเหตุก่อนจึงมีผล เหตุที่เขาว่ามามันจริงไหม เราต้องระวังเหตุ เหมือนกับเขาว่าลวดนี้มีไฟฟ้านะ เราก็ต้องฟังเขา แล้วก็ระวัง ถ้ามีเครื่องมือก็ทดสอบเพื่อให้รู้ ถ้าเราไม่มีเครื่องมือเราก็ถอยไว้ก่อน ห่างไว้ก่อน ไม่ใช่ว่าข้าไม่เชื่อ ไปจับดูซิ ก็ช็อตปั้บ ตายเลย ถ้าไฟแรงสูง ตายเลย เพราะอะไร ก็เพราะความไม่เชื่อ ความทะเล่อทะล่า เพราะฉะนั้น สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเราก็ต้องฟังเหมือนกัน มันมีเหตุยังไง มันมีผลยังไง แต่ถ้าเขาเอาลวดมาวาง บอกว่าระวังนะ อย่าไปใกล้นะ ทั้งที่มันก็ไม่มีอะไร ก็พากันกลัวจนหัวหดตดแตกกันหมด อย่างนั้นก็ไม่ถูก ก็โง่อีกเหมือนกัน คนที่ฉลาดมีไหม คนที่มีความรู้มีไหม คนที่รู้ว่ามันมีไฟมีไหม ให้เขาตรวจตราดูซิ วิธีการแก้ไขเป็นยังไง มันต้องมีวิธีแก้ เหมือนกับมีไฟก็ต้องมีน้ำดับ แต่เราจะดับได้เร็วมากน้อยแค่ไหนก็สุดแล้วแต่คนในชาติของเราจะต้องใช้สติปัญญา สรุปก็คืออย่าตระหนกจนเกินไป กิจการงานสิ่งใดก็ตาม ก็ทำตามปกติ แต่อยู่ในที่มั่น ถ้าเราทุกข์จนเกินไปก็ไม่ได้ อย่างสมมติว่าหลวงพ่อนี้กลัวไวรัสนี้ จะทำยังไง เอ้า ลูกหลาน ออกจากศาลานี้ทั้งหมด ไม่ต้องอยู่ ให้หลวงพ่ออยู่คนเดียว หลวงพ่อฉีดแอลกอฮอลล้างอยู่ตลอดเวลา เอาอย่างนั้นใช่ไหม ถ้าไม่ใช่โง่จะเรียกว่าอะไร ทีนี้จะทำยังไงให้พอเหมาะ ความพอเหมาะคือจุดไหน ต้องศึกษา เราจะไปยึดวิทยาศาสตร์เสียทีเดียว เป็นวิทยาศาสตร์สรณังคัจฉามิ สิ่งเหล่านั้นคนมีกิเลสผลิตขึ้นมา ผลิตขึ้นมาแล้วถ้าไม่พอใจก็พร้อมที่จะบอมม์ พร้อมที่จะโยน พร้อมที่จะฆ่าได้ วิทยาศาสตร์ทั้งให้โทษและให้คุณ คุณก็มหาศาล แต่โทษก็ไม่ใช่น้อย เพราะฉะนั้น เราต้องยึดผู้บริสุทธิ์ ผู้มีเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลก เป็นที่พึ่งจึงจะถูก
- หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสฺสโก จากพระธรรมเทศนา “อย่ากลัวเกินไป อย่ากล้าเกินไป” แสดงธรรมเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2563 (สร้างเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563, วันที่ถอดข้อมูล: 12 เมษายน 2563, ถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม)
- เวทนาไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
- อย่าลืม อย่าหลงอย่ามัวเมากับร่างกายจนเกินไปนะใจ ในใจส่วนลึกให้คิดไว้อยู่เสมอ อย่าไปหลง อย่าไปลืม อย่าไปชะล่าใจ อย่าไปหลงโลกหลงทาง อย่าไปหลงวัฏสงสาร วัฏสงสารเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้กี่ภพกี่ชาติกี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นกี่แสนชาติมาแล้ว เมื่อเราได้ยินธรรมะก็ควรนำมาสอนใจเรา จิตใจของเราอย่าให้ลุ่มหลง พยายามทำภพชาติให้สั้นที่สุด อย่าให้เวียนว่ายตายเกิดไปอีกนมนาน เกิดมาภพหน้าชาติหน้าก็อย่างนี้ล่ะ เผลอๆจะถลำลึกกว่านี้ อาจจะมีเคราะห์เข็ญเวรกรรม ชีวิตนี้ก็รับประกันไม่ได้ ต่อไปภายหน้าตั้งแต่คำพูดนี้ไปอะไรจะเกิดขึ้นเราก็ไม่มั่นใจ อย่านอนใจอย่าวางใจในการเป็นอยู่ โลกใบนี้เสี่ยงมากๆ อย่าคุ้นเชื่องในการเป็นอยู่ ให้ระมัดระวังเตรียมพร้อมไว้อยู่เสมอ วันคืนล่วงไป ๆ เราทำอะไรกันอยู่
- หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสฺสโก จากพระธรรมเทศนา “เวทนาไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา” แสดงธรรมเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 (สร้างเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563, วันที่ถอดข้อมูล: 13 เมษายน 2563, ถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม)
- ให้มุ่งมั่น มันจึงจะเห็นผล
- การจะสั่งสมคุณงามความดี ทำเหลาะๆแหละ ๆ โดยไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์ มันไปยากนะ มันไปไม่ได้ พูดง่าย ๆ เดี๋ยวก็เรื่องนั้น เดี๋ยวก็เรื่องนี้ เรื่องไม่เป็นเรื่องประเดประดังเข้ามา ก็เลยเป็นเรื่องไปหมด พอในที่สุดการจะสั่งสมคุณงามความดีก็เลยล้มเหลวไปหมด เหลวแหลกไปหมด ทั้งที่มันจะเป็นเนื้อเป็นหนัง เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา ผลสุดท้ายที่เราจะเก็บคะแนน ที่จะสั่งสมบุญกุศล โอ๊ยตาย ! ข้าพเจ้าล้มเหลวในชีวิตนี้ ทั้งที่ข้าพเจ้าจะตั้งใจภาวนา ตั้งใจปฏิบัติ ตั้งใจรักษาศีล สั่งสมคุณงามความดีกับล้มเหลวไปหมด ปล่อยปละละเลย ไปในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง เพราะฉะนั้นการที่จะสั่งสมคุณงามความดี การที่จะสั่งสมบุญกุศลเข้าสู่จิตใจ เราต้องมีสัจจะ
- หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสฺสโก จากพระธรรมเทศนา “ให้มุ่งมั่น มันจึงจะเห็นผล” แสดงธรรมเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2557 (สร้างเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563, วันที่ถอดข้อมูล: 13 เมษายน 2563, ถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม)
- อยากรู้พิสูจน์ดูเถิด ตายแล้วไม่สูญ
- การทำสิ่งใดก็ตามถ้าเป็นบุญ เป็นกุศล คิดดูแล้วว่ามีประโยชน์มีสาระ ก็ขอให้พวกเราตั้งสัจจะอธิษฐานทำสิ่งนั้นให้จริงจัง เช่นจะไปวัดทุกวันพระ จะใส่บาตรทุกวันพระหรือทุกวันอาทิตย์อย่างนี้เป็นต้น การเสียสละ การทำบุญทำทาน ก็เป็นหน้าที่ของพวกเราเช่นเดียวกัน อานิสงส์ศีล อานิสงส์ทานอย่ามองข้าม มันจะซึมซับเข้าสู่จิตใจ มันเป็นพื้นฐานปูพื้นฐานไปสู่ลูกหลานของพวกเราด้วย เมื่อลูกหลานของเราเห็นพวกเราทำบุญทำทาน เขาเติบโตขึ้นมาเขาก็มีจิตใจเป็นกุศล เขามองพ่อ มองแม่ มองปู่ ย่า ตา ยาย เขาก็มีแต่ให้การช่วยเหลือสงเคราะห์อนุเคราะห์ มีสิ่งไหนเขาได้อยู่ได้กิน เขาก็คิดถึงพ่อแม่ของเขา เพราะจิตใจเขาเคยเสียสละทำบุญทำทาน การทำบุญทำทานมันเป็นอุปนิสัยต่อไปถึงลูกถึงหลานของพวกเรา การทำบุญทำทาน ตักบาตรตอนเช้าทุกวันพระหรือวันอาทิตย์อย่างนี้ อย่างน้อยควรจะทำให้เป็นอุปนิสัย
- หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสฺสโก จากพระธรรมเทศนา “อยากรู้พิสูจน์ดูเถิด ตายแล้วไม่สูญ” แสดงธรรมเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2548 (สร้างเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563, วันที่ถอดข้อมูล: 12 เมษายน 2563, ถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม)
- ใจปล่อยวาง กิเลสหลุด ธรรมเข้าแทน
- แสงสว่างที่เกิดขึ้น แสงมันมืดอยู่ในที่มืด อยู่ในถ้ำ ถึงจะร้อยปีพันปีหมื่นปีแสนปีก็ตาม มันมืดอยู่อย่างนั้นแหละ แต่พอไฟแช็คไฟฉายของเราจุดขึ้นมา ความมืดนั้นก็หายไปได้ อันนี้ก็เหมือนกัน ใจของเราถึงจะมืดบอดขนาดไหน แต่เอาธรรมะเข้าไปสอน เข้าไปพิจารณา ใจของเราก็เกิดสว่างจ้าขึ้นมาได้
- หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสฺสโก จากพระธรรมเทศนา “ใจปล่อยวาง กิเลสหลุด ธรรมเข้าแทน” แสดงธรรมเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2549 (สร้างเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563, วันที่ถอดข้อมูล: 13 เมษายน 2563, ถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม)
- เป็นอยู่เป็นไปใช้หลักเหตุผล (อบรมพระ)
- ธรรมะที่เข้าสู่จิตใจแล้ว จิตใจที่มีหลัก เป็นฆราวาสก็เอาธรรมะเข้าสู่จิตใจ ไปในสถานที่ใดก็มีความสุข รู้จักหลบรู้จักหลีก รู้จักสูงรู้จักต่ำ รู้จักสิ่งควรไม่ควร ถ้าเราได้ศึกษาธรรมะเข้าสู่จิตใจแล้วเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าธรรมะไม่เข้าสู่จิตใจ จิตใจจะแข็งกระด้าง ไม่รู้จักบุญคุณของคน ไม่รู้จักบุญคุณของบิดามารดา ไม่รู้จักบุญคุณของท่านผู้มีพระคุณ อยู่ก็อยู่ไปอย่างนั้นเป็นวัน ๆ พอลาสิกขาไปแล้วยังไม่ทันข้ามวันก็กรอกสุราเข้าไปแล้ว ถ้าอย่างนี้เข้ามาศึกษาแล้วไร้ประโยชน์จริง ๆ สำหรับพระที่เข้ามาบวช ผมเป็นอาจารย์ถ้าได้ยินอย่างนั้นผมก็เสียใจเหมือนกัน ที่มาอยู่ในวัดของผม ผมกรอกความรู้ความฉลาด แนวความคิดให้ทุกวัน แต่ธรรมะไม่ซึมซาบเข้าหัวใจของท่านเลย ถ้าสาดน้ำใส่หลังหมา มันก็ยังมีซึมซาบอยู่นิดหน่อย มันก็ยังเปียกอยู่นานพอสมควร นี่สาดธรรมะเข้าสู่หัวใจของพวกท่านทั้งหลาย พอออกไปยังไม่พ้นวัด กินเหล้าแล้ว อบายมุขเข้ามาแล้ว พวกท่านทั้งหลายต้องฟังไว้นะ นี่เป็นคำบอกกล่าวตักเตือนให้รู้จักการวางตัว ถ้าท่านทำตัวอย่างนั้น แปลว่าการบวชในพระพุทธศาสนาไร้ประโยชน์กับใจของพวกท่าน ฟังดูแล้วให้สำเหนียกสำนึกตรึกตรองให้ดี ถ้าพวกท่านทั้งหลายเอาชนะใจตัวเองไม่ได้ พวกท่านจะเป็นผู้แพ้ตลอดไป ตลอดถึงวันตายก็เป็นผู้แพ้อยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้น ต้องเอาชนะใจตัวเองให้ได้ ต้องฝึกฝน ต้องดูใจของตนเอง การบวชครั้งนี้เราปฏิบัติอย่างไร ได้อะไร พวกท่านทั้งหลายต้องคิดไตร่ตรองให้ดี นำไปประพฤติปฏิบัติไคร่ครวญทบทวนดู แล้วจะเกิดประโยชน์กับพวกท่านเป็นอนันตกาลจนถึงชีวิตจะหาไม่ ไม่ใช่ของผมเอง เป็นของพวกท่านทั้งหลาย ผมไม่มีอะไร มีแต่แนะนำสั่งสอนเท่านั้น แต่ถ้าแนะนำสั่งสอนไปแล้ว พวกท่านปฏิบัติไม่ได้ ทำตัวไม่ดี ก็เสียการแนะนำสั่งสอน เสียเวลาที่มาฟัง เสียเวลาในการพูดของผมอีก การพูดของผม ผมพูดด้วยความตั้งใจ ไม่ใช่ผมอยากพูดนะ ผมเคยพูดอยู่เสมอว่า ถ้าพระเข้าบวช ทุกวันพระจะพูดกัน เดือนหนึ่งก็พูดเพียง ๔ ครั้งเท่านั้น ๓ เดือนก็ ๑๒ ครั้ง น้อยเกินไปสำหรับผู้ที่เข้ามาบวช เพราะฉะนั้นเกร็ดความรู้แต่ละวัน ผมพยายามคิดไตร่ตรองว่าวันนี้จะพูดเรื่องอะไร ไม่ใช่ของง่าย ๆ นะ ผมไม่ใช่นักพูดที่คล่องแคล่วอะไร ผมไม่เคยคาดคิดว่าหมู่พวกเพื่อนจะเข้ามาอยู่กับผมมากถึงขนาดนี้ ทีแรกผมทำศาลาชั้นล่างคิดว่าจะมีพระมาฉันสัก ๕-๖ องค์เท่านั้น พอเสร็จแล้วก็เอาน้ำสาดล้างตามไป จะอยู่แบบง่ายที่สุด ผมไม่ได้คิดว่าจะมีหมู่พวกเพื่อนมาอย่างนี้ เพราะฉะนั้น การที่มาอยู่ก็ขอให้หมู่พวกเพื่อนตั้งใจ อยากจะให้หมู่ทั้งหลายรู้ธรรมะ รู้ศีลธรรม เข้าสู่จิตใจ ออกไปเป็นฆราวาสก็นำไปใช้ ถ้าเป็นตำรวจก็เป็นตำรวจที่ดี เป็นข้าราชการที่ดี ถ้าเป็นพ่อก็เป็นพ่อที่ดีของลูก ถ้าเราเป็นลูกก็เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ ของปู่ย่าตายาย อย่าให้ท่านหนักใจ เพราะท่านเลี้ยงเรามาจนใหญ่ถึงขนาดนี้ เลี้ยงไม่รู้จักโต เป็นเด็กอยู่เรื่อย อย่างนั้นใช้ไม่ได้ ขอฝากไว้กับพวกเราพระนวกะทุกท่าน ตลอดจนพระที่จะเป็นครูบาอาจารย์ในภายภาคหน้า เมื่อมีอายุพรรษาขึ้นไป ก็จะได้นำไปประพฤติปฏิบัติตนเอง จากนั้นก็นำไปบอกกล่าวแนะนำสั่งสอนสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป อย่างผมเอง ผมก็ไม่เคยคิดว่าจะมาเป็นอย่างนี้ การพูดแต่ละครั้งสมัยเป็นพระน้อยพระหนุ่มผมกลัวมาก ไม่กล้าพูด แต่พอมาถึงจุดนี้ มาทบทวนพิจารณาดูแล้ว ก็จำเป็นต้องแสดงความคิดเห็น ได้ศึกษามาระดับไหน เราก็พูดในระดับนั้น เพื่อให้ความรู้ความฉลาดแก่หมู่พวกเพื่อนนำไปประพฤติปฏิบัติเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา เท่าที่ได้เรียนรู้ปฏิบัติมา ก็สอนเท่าที่รู้เท่าที่เข้าใจ ถ้านอกจากนั้นก็ขอให้หมู่ศึกษาจากเทปจากหนังสือที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ท่านบอกกล่าวเอาไว้แล้ว
- หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสฺสโก จากพระธรรมเทศนา “เป็นอยู่เป็นไปใช้หลักเหตุผล (อบรมพระ)” แสดงธรรมเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2546 (สร้างเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563, วันที่ถอดข้อมูล: 13 เมษายน 2563, ถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม)
- กว่าจะมาถึงวันนี้...ภูจ้อก้อ
- เหมือนกับขี้ผงนั้นนะ ขี้ผงถ้ามันเข้าตาทำให้ตาฝ้าตาฟาง ปัญญาของเราเศร้าหมอง ไม่สามารถที่จะมองเห็นสัจธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่จริงจัง เพราะฉะนั้น ให้ตั้งใจสร้างศีลสมาธิปัญญา ให้เคารพซึ่งกันและกันอยู่ด้วยกันอย่าให้มีเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งกัน ถ้าหากว่าพวกเรามุ่งมั่นในธรรมะในศีลในสมาธิในปัญญาเรื่องทางนอกไม่ประมาทนะ ศีลเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นเหมือนกับธุลีเหมือนกับขี้ผงนั้นล่ะ อย่างพวกเราก็เหมือนกัน อย่าไปกลัวว่าอด ถ้าหากว่าเราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ไม่อด พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม ให้เชื่อมั่นในศีลในสมาธิในปัญญาของตน สิ่งใดที่ไม่ถูกหลักธรรมวินัยอย่าทำ กระทั่งอย่าคิดด้วยซ้ำไป
- หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสฺสโก จากพระธรรมเทศนา “กว่าจะมาถึงวันนี้...ภูจ้อก้อ” แสดงธรรมเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2539 (สร้างเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563, วันที่ถอดข้อมูล: 13 เมษายน 2563, ถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม)
- ตายแล้วเกิดหรือตายแล้วสูญ
- ถ้าอยู่ในสถานะไหน ทำดีทุกสถานะ พวกเราจะมีแต่ความสุขความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม ทางโลกก็คือไม่ติดคุกติดตะราง ทางธรรมจิตใจก็ยิ้มแย้มแจ่มใสเบิกบาน เชื่อมั่นในตนเองเพราะทำคุณงามความดี
- หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก จากพระธรรมเทศนา “ตายแล้วเกิดหรือตายแล้วสูญ” แสดงธรรมเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2555 (สร้างเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563, วันที่ถอดข้อมูล: 11 เมษายน 2563, ถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม)
- ทางออกของชีวิต
- ขอให้พวกเราทุกๆ ท่าน ให้ประกอบคุณงามความดี แล้วก็ให้ตรวจตราดูตนเองอยู่เสมอ เรามีคุณงามความดีเพียงพอหรือยัง เราประกอบคุณงามความดีเพียงพอหรือยัง แล้วก็มองไปทางหน้าอีก สาระของชีวิตคืออะไร ความสุขที่แท้จริงของเราคืออะไร ความสุขที่แท้จริงของมนุษย์คืออะไร ค้นหาดูสิ อันไหนมันมีแต่อนิจจังทั้งหมด พระพุทธเจ้าท่านมองเห็นแล้วเป็นอนิจจังทั้งหมด เมื่อสิ่งไหนเป็นอนิจจัง สิ่งนั้นไม่เที่ยง สิ่งไหนไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ถ้ามันทุกข์แล้ว เราจะยึดว่าเป็นของเราได้อย่างไร เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน เราจะไปยึดทุกข์ได้อย่างไร เพราะอนิจจังมันเป็นทุกขัง เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน จุดนี้เราต้องศึกษา
-
หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสฺสโก จากพระธรรมเทศนา “ทางออกของชีวิต” แสดงธรรมเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2556 (สร้างเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2563, วันที่ถอดข้อมูล: 12 เมษายน 2563, ถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม)