อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน…มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 (#1-1-6)
พิพิธภัณฑ์สันตุสฺสโก (ออนไลน์) ที่ nippanang.com (นิพพานัง ดอท คอม)
- พระกรรมฐานกราบแทบเท้าคารวะทำวัตรเทศกาลเข้าพรรษา สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ...มรดกธรรมะป่า
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 (#1-1-6)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "ศาสนาทำให้คนต่างจากสัตว์" (#1-1-6-1 - #1-1-6-17) [เริ่ม: 15 สิงหาคม 2565 - จบ: 17 สิงหาคม 2565]
- ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์: พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านพระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสฺสโก
- คัดลอกสาระธรรม เรียงร้อย และออกแบบ โดย ดร. ประวรา ธนะปุระ (จิตอาสา)* และสนับสนุนโดย ผู้มีจิตศรัทธา
- เริ่มสร้าง: 15 สิงหาคม 2565 - วันสุดท้ายที่ปรับปรุง: 17 สิงหาคม 2565
- พระธรรมวิสุทธิมงคล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "ศาสนาทำให้คนต่างจากสัตว์" (#1-1-6)*
- * ข้อมูลอ้างอิง: คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "ศาสนาทำให้คนต่างจากสัตว์" (#1-1-6-1 - #1-1-6-17)**
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "ศาสนาทำให้คนต่างจากสัตว์" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "ศาสนาทำให้คนต่างจากสัตว์" (#1-1-6-1 - #1-1-6-2) [ออนไลน์: 15 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-6-1 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 15 สิงหาคม 2565)
- วันนี้ท่านทั้งหลายได้มาเยี่ยมวัดป่าบ้านตาด เป็นโอกาสที่เหมาะสมที่ได้มาเยี่ยมผู้ป่วย คือคุณเพาด้วย คุณเพาก็ได้รักษาตัวที่โรงพยาบาล และได้รักษามาเต็มกำลังความสามารถ จากนั้นก็ได้มารักษาที่นี่
- ฟังเสียงตอนนี้ก็เหมือนว่า วัดป่าบ้านตาดนี้เป็นเรือนพยาบาล แต่หมายถึงธรรมโอสถ
- คุณเพามาเพื่ออบรมจิตใจ ที่เรียกว่า "ภาวนา" ฟังคำอบรมของพระท่านแสดง เพื่อรักษาจิตใจอยู่เป็นประจำในอิริยาบถทั้งสี่ ส่วนยาก็รับประทานไป จิตก็ทานธรรมโอสถคือการฟังธรรมและการภาวนาไปอีกเหมือนกัน การได้ยินได้ฟังจากครูอาจารย์ท่านสอนอยู่เสมอ และการอบรมตนโดยทางจิตตภาวนานี้เรียกว่า "รักษาจิตด้วยธรรม"
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-6-2 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 15 สิงหาคม 2565)
- โดยทั่วไป กายนี้มีการรักษากัน แต่จิตใจไม่ค่อยมีการรักษา เพราะฉะนั้น แม้ส่วนร่างกายพอมีความสุขอยู่บ้าง แต่ความสุขทางด้านจิตใจมักไม่ค่อยมีกัน ส่วนใหญ่ คือ ใจไม่ค่อยมีความสุข แต่ส่วนย่อย คือ กายมีความสุข ร่างกายจัดเป็นส่วนย่อยของใจ ใจเป็นส่วนใหญ่ในตัวบุคคลแต่ละคน
- หากจิตใจนี้เป็นสิ่งที่ไม่เหนียวแน่นมั่นคงกว่าร่างกายแล้ว ต้องพังทลายแหลกเหลวไปนานแล้ว ไม่สามารถที่จะครองร่างกายมาได้ถึงขนาดนี้เลย
- จิตมีความแน่นหนามั่นคงและทนทานอยู่มาก ในการกระทบกระเทือนกับสิ่งต่างๆ ที่เข้าไปสัมผัสกับจิตอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะมาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ที่สืบเนื่องมาจาก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ซึ่งต้องไหลลงรวมในจิตใจ เช่นดียวกับน้ำสายต่างๆ ไหลลงรวมในมหาสมุทรทะเลนั้นแล
- สภาพอารมณ์สกปรกไหลลงสู่จิตใจซึ่งเป็นของสำคัญอยู่ทุกเวลานาที จนกลายเป็นภาชนะสำหรับรับใส่ขยะไปเสีย จึงหาความแปลกประหลาด ความอัศจรรย์ และหาความสุขความสบายไม่ได้ ฉะนั้น การที่มาอบรมศีลธรรมทางด้านจิตใจ จึงเป็นความเหมาะสมอย่างยิ่งกับส่วนใหญ่ คือใจที่เป็นส่วนใหญ่ของร่างกาย
- หากว่าใจมีเหตุมีผล มีอรรถมีธรรมภายในตัวอยู่แล้ว เวลาระบายออกทางกายและวาจา ก็ถูกต้องดีงามไม่ค่อยผิดพลาด การกระทำอะไรไม่ค่อยผิดพลาด ใจก็มีความสุข กายก็เป็นปกติสุข หากจะเกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นบ้าง ก็ไม่เดือดร้อนวุ่นวายกระเทือนเข้าไปถึงใจ จนกลายเป็นโรคชนิดหนึ่งขึ้นมา การอบรมธรรมเข้าสู่จิตใจจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "ศาสนาทำให้คนต่างจากสัตว์" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "ศาสนาทำให้คนต่างจากสัตว์" (#1-1-6-3 - #1-1-6-4) [ออนไลน์: 15 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-6-3 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 15 สิงหาคม 2565)
- ท่านสอนเรื่องพระพุทธศาสนาว่า "พุทธะ" ก็แปลว่า "ผู้รู้" ไม่มีใครที่จะรู้ยิ่งเห็นจริง ประเสริฐยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าที่เป็นเจ้าของศาสนา ตรัสออกมาแต่ละประโยคแต่ละคำ ล้วนเป็นสิ่งที่ชอบโดยความจริงทั้งนั้น ไม่มีผิดพลาดคลาดเคลื่อนเหมือนอย่างสามัญชนทั้งหลายพูดกันเลย
- คำพูดของพระพุทธเจ้านั้น ออกมาจากความสัตย์ความจริง คือ ออกมาจากใจที่บริสุทธิ์ล้วนๆ ซึ่งเป็นธรรมทั้งแท่งภายในพระทัย เมื่อแสดงออกเพื่อสัตว์โลก ก็แสดงออกมาด้วยพระเมตตาอย่างยิ่ง หรือเมตตาอย่างถึงใจทั้งสองฝ่าย
- การสั่งสอนสัตว์โลกไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เป็นภาระอันหนักมาก สำหรับศาสดาที่เป็น "ครู" ของโลกทั้งสาม คือ เป็นทั้งครูของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย เที่ยวแจกเที่ยวแบ่งอรรถธรรม เพื่อให้เข้าถึงใจของประชาชน และสัตว์ทั่วไปให้ได้รับความสุข ความเจริญทางใจ
- เหตุไรจึงต้องเที่ยวแจกเที่ยวแจง เที่ยวแนะนำสั่งสอน?
- ก็เพราะสัตว์โลกยังโง่ สิ่งที่ตาเห็นอยู่ก็ผิด สิ่งที่หูได้ยินอยู่ก็ผิด อะไรๆ ที่มาสัมผัสสัมพันธ์ ก็คอยแต่จะคิดเป็นเรื่องผิดทั้งนั้น เนื่องจากความโง่เขลาอยู่ภายในใจพาให้ผิด สิ่งที่เห็นอยู่รู้อยู่ก็ผิดไปได้ ปฏิบัติต่อสิ่งนั้นๆ ไม่ถูก พระองค์ทรงเห็นเหตุเห็นผลของสัตว์โลกว่า เป็นผู้โง่เขลาอย่างนี้ จึงได้นำพระโอวาทที่ถูกต้องดีงามมาสั่งสอน ที่เรียกว่า "ศาสนา"
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-6-4 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 15 สิงหาคม 2565)
- ภาระใครในโลกนี้จะสู้กับภาระของพระพุทเจ้าได้ พระองค์ทรงทำประโยชน์ให้แก่โลกมากมาย ตั้ง ๓ โลกธาตุ ฟังซิ! ภาระของพระองค์ ทั้งกว้าง ทั้งใหญ่ ขนาด ๓ โลกธาตุมีจำนวนมากเพียงไร ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระองค์ที่จะทรงแนะนำสั่งสอน ตั้งแต่วันตรัสรู้มาจนถึงวันทำหน้าที่ปรินิพพานในวาระสุดท้ายนั้น พระองค์ไม่ทรงว่างเลย เรียกว่า "ทรงมีพุทธกิจห้า" คือ ประจำพระองค์ แม้จะทรงงดเว้นบ้างก็เป็นเพียงบางสมัยเท่านั้น
- (๑) ตอนบ่าย ๓ โมง ๔ โมง ทรงแสดงธรรมแก่ประชาชน มีพระราชามหากษัตริย์ เป็นต้น
- (๒) ตอนค่ำ ๒ ทุ่ม ๓ ทุ่ม ประทานโอวาทแก่พระสงฆ์
- (๓) ตอน ๖ ทุ่มไปแล้ว ทรงแก้ปัญหาเทวดา และประทานโอวาทแก่เทวดาชั้นต่างๆ
- (๔) ตอนปัจฉิมยาม ทรงเล็งญาณดูสัตว์โลกว่า ใครที่จะมีอุปนิสัยสามารถบรรลุธรรมอย่างรวดเร็ว แต่ชีวิตจะเป็นอุปสรรคต่อมรรคผลนิพพานเสียก่อน พูดอย่างภาษาเราๆ ก็ว่า "จะตายไปง่ายๆ" ก็ต้องเสด็จไปโปรดคนนั้นก่อน เหล่านี้เป็นภาระทั้งนั้น การพิจารณาเล็งญาณดูสัตว์โลก ก็คือ "พุทธกิจๆ" ก็คือ งานของพระพุทธเจ้า เป็นประจำอยู่ในโลก
- (๕) ตอนเช้าเสด็จออกบิณฑบาตเป็นประจำอยู่อย่างนี้ ไม่ทรงละเลยและลืมพระองค์ต่อหน้าที่
- พระพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนมาตั้งแต่เริ่มแรก ประกาศศาสนา จนถึงปรินิพพาน มีพระ "สุภัททปริพาชก" เป็นพระสาวกอรหันต์องค์สุดท้าย นั่น! ฟังซิ อัศจรรย์ไหมล่ะ พระเมตตาของพระพุทธเจ้าที่มีต่อสัตว์โลก!
- ถ้าพูดถึงความเมตตาก็ไม่มีลดละ แม้ขณะที่จะปรินิพพาน ก็ยังประทานพระโอวาท อันเป็นยอดของคำสอนว่า "อามนฺตยามิ โว ภิกฺขเว, ปฏิเวทยามิ โว ภิกฺขเว, ขยวยธมฺมา สงฺขารา, อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ" "ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย (ซึ่งตอนนั้นน่าจะมีแต่ภิกษุทั้งนั้น ท่านจึงว่า ภิกฺขเว) บัดนี้เราเตือนเธอทั้งหลายให้พิจารณาสังขารธรรม ซึ่งมีความเกิดความดับอยู่ตามหลักธรรมชาติของมันด้วยความไม่ประมาทเถิด" เพียงเท่านี้แล้วก็ปิดพระโอษฐ์เป็นวาระสุดท้าย ไม่รับสั่งอะไรอีก
- คำว่า "ปิดพระโอษฐ์" คือไม่รับสั่งอะไรอีกต่อไป ทำหน้าที่ปรินิพพานโดยลำดับๆ ตั้งแต่ ปฐมฌาน เข้าปฐมฌาน แล้วก็ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เป็นลำดับ จนถึง "อากาสานัญจายตนะ" คือ ที่เรียกว่า "อรูปฌาน" อรูปฌาน ๔ แล้วก็ก้าวเข้าสู่ "นิโรธสมาบัติ" ที่เรียกว่า "สัญญาเวทยิตนิโรธ" ดับสัญญา เวทนา อยู่ที่นั่น แล้วถอยกลับออกมาเรื่อยๆ จนกระทั่ง "ปฐมฌาน" แล้วเข้าสู่ปฐมฌานอีก พอก้าวผ่านรูปฌานสี่ คือจตุตถฌานแล้ว ไม่เสด็จเข้าฌานไหนต่อไปอีก ปรินิพพานไปในขณะนั้น เป็นอันว่าหมดภาระในการสั่งสอนสัตว์โลก
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "ศาสนาทำให้คนต่างจากสัตว์" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "ศาสนาทำให้คนต่างจากสัตว์" (#1-1-6-5) [ออนไลน์: 15 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-6-5 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 15 สิงหาคม 2565)
- จิตตภาวนา เป็นอาหารสำคัญอย่างยิ่งของใจ ท่านเรียกว่า "ธรรม" "ธรรมโอสถ" นี้แลเป็นเครื่องเยียวยาจิตใจให้ปราศจากความฟุ้งซ่านวุ่นวาย ทำให้เกิดความสงบสุขได้เป็นอย่างดี เพราะมีอาหารคือ "ธรรม" เป็นเครื่องเสวย
- ในเบื้องต้นของการอบรมจิตใจนี้ ท่านสอนให้มี "ธรรม" บทใดบทหนึ่งเป็นเครื่องกำกับรักษาใจ ไม่เช่นนั้นจะส่ายแส่ไปสู่อารมณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นของที่เคยชิน แล้วก่อความทุกข์ให้จนเป็นที่เดือดร้อนอยู่เสมอ ท่านจึงสอนให้ภาวนา เช่น "ภาวนา พุทโธ หรือ ธัมโม หรือ สังโฆ หรือ กำหนด "อานาปานสติ" หรือ ตามลมด้วย "พุทโธ" เช่น "พุท" เข้า "โธ" ออก ดังนี้ ก็ได้ทั้งนั้นตามจริตนิสัยที่ชอบในธรรมบทใด
- แต่การกำหนดนั้น ให้ความรู้สึกอยู่ภายในจิตใจของตนโดยเฉพาะ เช่นกำหนดลมหายใจเข้าออก ก็ให้รู้ขณะที่ลมเข้า ขณะที่ลมออกไป จนกระทั่งหยุดภาวนา
- จะตั้งลมที่จุดไหน ที่ไหนเป็นที่เด่นสำหรับความรู้สึก ลมที่มาสัมผัสนั้นเด่นที่ตรงไหน เช่น ดั้งจมูก เป็นต้น ถ้าเด่นที่ตรงไหนก็ตั้งลมที่ตรงนั้น คือ ตั้งสติลงที่จุดนั้น ลมเข้า ลมออก กำหนดให้รู้ เช่นเราจะตามด้วย "พุทโธ" เวลาลมเข้าก็ "พุท" ลมออกก็ "โธ" ก็ได้ ให้มีความรู้สึกอยู่โดยเฉพาะกับลมหายใจเท่านั้น ไม่ต้องไปหมายถึงเหตุถึงผลอันใด ที่นอกไปจากการทำงานคือ กำหนดลมหายใจในขณะนั้น
- ฉะนั้นเมื่อเวลาสติของเรามีติดต่อสืบเนื่องกันไปเป็นลำดับ จิตก็ไม่มีโอกาสที่จะแลบไปสู่อารมณ์ต่างๆ ที่เป็นพิษเป็นภัย จิตจะหยั่งเข้าสู่ความสงบโดยลำดับๆ แม้แต่ลมหายใจ ซึ่งเคยหายใจว่า "หยาบ" ในขณะที่เรากำหนดเบื้องต้น ก็จะค่อยๆ กลายเข้าสู่ความละเอียดไปโดยลำดับๆ บางครั้งจนถึงกับลมหายไปหมดในความรู้สึก นี่เพราะความละเอียดของมากของลม ละเอียดจนถึงขนาดลมหายไปแล้วในขณะนี้ ไม่มีลมเลย เหลือแต่ความรู้ล้วนๆ อย่างนั้นก็มี นี่แหละเรื่องของการภาวนา
- ใจขณะนั้นจะมีความสงบมากและเป็นที่อัศจรรย์ เมื่อลมดับไปไม่มีอะไรเหลือเลย กายก็ดับไปพร้อมกัน คือดับในความรู้สึก ไม่ใช่ว่ากายนี้ดับหายไปไหน กายก็นั่งอยู่เช่นนี้นี่แล แต่ความรู้สึกนั้นไม่มาเกี่ยวข้องกับกาย คือเป็นความรู้ล้วนๆ เป็นเอกเทศอยู่โดยลำพังตนเอง ที่ท่านเรียกว่า "จิตสงบ" จิตเป็นตัวของตัวในชั้นนี้ เป็นความสุขขึ้นมาอย่างแปลกแปลกประหลาด และอัศจรรย์!
- ในขณะที่จิตสงบ ไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย กาลเวลาสถานที่ไม่มีเลยในขณะที่จิตเป็นความสงบ เพราะจิตไม่สำคัญมั่นหมายกับกาล สถานที่ เวล่ำเวลา ที่ไหนเลย มีแต่ "ความรู้" ที่ทรงตัวอยู่เท่านั้น นี่เป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากการภาวนา เรียกว่า "เป็นผลของการภาวนา" ก็ได้
- ผู้กำหนด "พุทโธ"ก็มีลักษณะอาการอย่างเดียวกัน ถ้ากำหนด "พุทโธ" โดยไม่เกี่ยวข้องกับลม ก็ให้มีความรู้สึกอยู่กับคำว่า "พุทโธๆ ๆ ๆ" โดยลำดับ ไม่ต้องไปคาดไปหมายถึงผลว่าจะเกิดขึ้นอย่างไรบ้าง"
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "ศาสนาทำให้คนต่างจากสัตว์" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "ศาสนาทำให้คนต่างจากสัตว์" (#1-1-6-6 - #1-1-6-8) [ออนไลน์: 15 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-6-6 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 15 สิงหาคม 2565)
- บางทีอาจมีคนมาหลอกว่า "เวลาภาวนาประเดี๋ยวเกิดนิมิตอย่างนั้นขึ้นมา อย่างนี้ขึ้นมา จะเป็นบ้านะ" คนที่เขาพูดอย่างนี้ก็มี แต่ส่วนมากคนที่พูดอย่างนั้นไม่เคยภาวนา มาพูดปาวๆ อย่างนั้นแหละ หลอกคน คนที่คอยจะเชื่ออยู่แล้ว เพราะเป็นคนลักษณะเดียวกันแล้วก็เชื่อกันง่ายๆ กลัวกันง่ายๆ เสริมความขี้เกียจกันง่ายๆ จนถึงขั้นไม่ทำภาวนาเลยก็มี ตรงนี้ระวังให้ดี เพราะมารในสังคมพุทธศาสนามีมาก จะว่าไม่บอก
- ถ้ามีหลักมีเกณฑ์ มีเหตุมีผลภายในตนเอง ซึ่งเคยกระทำในการภาวนามาแล้วจะไม่เชื่อคำพูดเช่นนั้น เพราะเหตุไร เพราะพระพุทธเจ้าตรัสสอนสัตว์โลก ไม่ได้สอนสัตว์โลกให้เป็นบ้า พระพุทธเจ้าท่านเป็นศาสดา ก็ไม่ใช่ศาสดาบ้า จะมาสอนสัตว์โลกให้เป็นบ้าได้อย่างไร ผู้ปฏิบัติธรรม เมื่อปฏิบัติตามหลักธรรมที่ท่านทรงสอนไว้โดยถูกต้องแล้ว จะเป็นบ้าไปได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้ จึงไม่ควรเชื่ออย่างงมงาย จะเสียการ
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-6-7 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 15 สิงหาคม 2565)
- เหตุที่จะเป็นบ้านั้น ก็มีทางเป็นได้ เพราะแยกจากกรรม คิดผิดจากหลักหลักธรรมที่ท่านสอนไว้ เช่น กำหนดภาวนา "พุทโธๆ ๆ ๆ" แต่ปล่อยจิตส่งไปรู้เห็นอะไร ก็เพลินไปตามนั้นเสีย จนกระทั่งลืมคำบริกรรม และหลงไปตามนิมิตนั้นๆ เช่นนี้มีทางผิดได้ คนก็ว่าเป็นบ้าเป็นบอ เพราะผิดจากหลักของภาวนา ผิดจากหลักของศาสนา และเอาศาสนาไปตำหนิติเตียนว่า "ภาวนาแล้วจะเป็นบ้า"
- เมื่อเรากำหนดอยู่เช่นนี้ไม่มีอะไร กำหนดคำว่า "พุทโธๆ ๆ ๆ" ก็ให้รู้อยู่กับใจของเรานี่ ไม่ต้องไปคิดวาดภาพว่า สวรรค์เป็นอย่างนี้ นิพพานเป็นอย่างนั้น เทวบุตรเทวดาเป็นอย่างนั้น เหมือนที่เราเรียนมานั่น ท่านเห็นด้วยความจริง ด้วยญาณของท่าน ในหลักธรรมชาติของท่านที่รู้
- แต่เราไปเห็นด้วยการวาดภาพ ด้วยการคาดคะเนเอาเอา การวาดภาพหลอกตัวเองเช่นนั้น ก็เลยหลอกตัวเองจริงๆ เพราะตัวเองชอบอย่างนั้น เมื่อถูกหลอกขึ้นมาแล้ว ผลของมันก็คือความเป็นบ้า ใจฟุ้งซ่านไม่มีหลักธรรมยึด บางรายก็เสียสติและเป็นบ้าไปเลยก็มี นี่เป็นความผิด ควรระวัง
- เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรไปคาดหมายผลอะไรทั้งหมด นอกจากทำความเพียรอยู่กับคำบริกรรมภาวนาเท่านั้น
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-6-8 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 15 สิงหาคม 2565)
- ผู้ที่ภาวนา "อานาปานสติ" นั้น มีความสำคัญอยู่ตอนหนึ่ง แต่ตะกี้นี้ไม่ได้อธิบายให้ถึงเหตุถึงผลของลมนั้น คือขณะที่ภาวนาไปถึงขั้นที่ลมละเอียด ละเอียดลงไป ละเอียดลงไป จิตรู้อยู่เป็นลำดับๆ แล้วปรากฏว่า ลมนี้หายไปเลย เหลือแต่ความรู้ล้วนๆ นี่จะเกิดความวิตกขึ้นมาภายในใจ ซึ่งเป็นเครื่องหลอกคนอีกเหมือนกัน จึงได้แทรกตรงนี้ไว้เพื่อให้เข้าใจ
- เมื่อปรากฏว่าลมได้หายไปในความรู้สึก แล้วมันจะเกิดความวิตกขึ้นมาว่า "เมื่อลมหายไปแล้วจะไม่ตายเหรอ?" นี่แหละหลอกตนเอง ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องกลัวตาย เมื่อวิตกขึ้นมาอย่างนี้ ลมก็ปรากฏขึ้นมาทีเดียว และได้เพียงแค่นี้ ไม่ละเอียดยิ่งไปกว่านั้น
- เพราะฉะนั้นเพื่อตัดปัญหาข้อนี้ เมื่อลมหายไปในขณะที่เราภาวนา ก็ให้ทำความรู้กับตนเอง "ลมจะหายไปก็ตาม เมื่อจิตยังครองร่างกายอยู่แล้ว จะไม่ตาย" เพียงเท่านี้ก็ตัดปัญหาความกลัวตายซึ่งเป็นอารมณ์รบกวนเสียได้
- เวลาเรานอนหลับ ซึ่งราวกับคนตาย ลมจะหายหรือไม่หาย เราไม่เห็นมีกำหนดกฏเกณฑ์มัน และเราก็ยังไม่ตาย เวลาเราภาวนา เรายิ่งรู้ละเอียดยิ่งกว่านั้น ว่าลมหายไปด้วยความรู้สึกในการภาวนาของเรา น่าจะมีสติยิ่งกว่าการนอนหลับ แต่ไปกลัว นั่นแสดงว่าไม่ทันกลมายาของกิเลส
- เพื่อให้รู้ทันกลมายาของกิเลส จึงต้องทำความรู้ตัวตามหลักความจริงว่า "เมื่อลมหายไปแล้ว จิตยังครองกายอยู่ ไม่ตาย" เพียงเท่านี้จิตจะทะลุถึงธรรมขั้นละเอียด จนหายไปหมดทั้งร่างกายและลม ไม่ปรากฏในความรู้สึกนั้นเลย นี่ชื่อว่า "ภาวนาเข้าสู่จุดละเอียดของอานาปานสติ" บางรายก็ทรงตัวอยู่เป็นชั่วโมงๆ ก็มี บางรายก็ไม่นาน แล้วแต่กำลังของผู้ปฏิบัติ
- สิ่งที่ได้รับอันเป็นส่วนผลในขณะนั้น ได้แก่จิตมีความละเอียด รู้อยู่โดยลำพังตนเองเท่านั้น รู้อยู่โดยเฉพาะในขณะนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ใดทั้งสิ้น นี่ท่านเรียกว่า "เอกัคคตาจิต"
- ถ้าจิตไม่คิดเกี่ยวข้องกับอารมณ์ใดๆ เลย เหลือแต่ความรู้อันเดียวเรียกว่า "เอกัคคตา" แปลว่า ถึงความเป็นหนึ่ง หนึ่งก็เป็นหนึ่งกับความรู้เท่านั้น ไม่เป็นสองกับอารมณ์ ไม่มีสองกับคำบริกรรมภาวนาใดๆ ทั้งหมด เพราะในขณะนั้นได้ปล่อยวางโดยสิ้นเชิง เหลือแต่ความรู้ที่ทรงตัวอยู่โดยลำพังเท่านั้น ท่านเรียกว่า "เอกัคคตาจิต"
- ในการภาวนาเป็นอย่างนี้ ยังผู้ปฏิบัติให้ประจักษ์ในจิตใจโดยลำดับ ถ้าลงได้ทำตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วไม่ไปไหน ต้องเข้าสู่ความจริง คือผลที่พึงได้รับต้องได้รับตามเหตุที่เราดำเนินถูกต้อง เรื่องความเพียร ความอุตส่าห์พยายาม หรือความขยัน ความมีเวล่ำเวลา นั้นมาเอง มากับความพอใจ มากับความเชื่อที่เราได้เห็นผลนั้นเป็นประจักษ์พยานแล้ว เรื่องเวล่ำเวลาก็ดี สถานที่อะไรที่ตนจะทำภาวนา หรือทำความสงบใจ หรือทำความเพียรในด้านจิตใจ ไม่ต้องถาม เมื่อจิตมีความพอใจแล้ว มันเสาะแสวงหาได้เองทีเดียว นี่เป็น "ขั้นหนึ่งของการภาวนา" เพราะฉะนั้น ศาสนาจึงมีมาประจำตลอดทุกวันนี้ ไม่เช่นนั้นศาสนาสูญหายไปนานแล้ว แต่นี่ศาสนาเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งกว่าโลกใดๆ ทั้งหมดในบรรดาโลกทั้งสามนี้ เพียงแต่จิตสงบเท่านั้น
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "ศาสนาทำให้คนต่างจากสัตว์" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "ศาสนาทำให้คนต่างจากสัตว์" (#1-1-6-9 - #1-1-6-11) [ออนไลน์: 16 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-6-9 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 16 สิงหาคม 2565)
- ขั้นของปัญญาที่เรียกว่า "วิปัสสนาแท้" ดังที่เราพูดกันนั้น พูดติดปากว่า "ไปทำวิปัสสนา" คำว่า "วิปัสสนา" แปลว่า ความเห็นแจ้งด้วยการพิจารณาทางปัญญา ถ้าพูดรวมๆ แล้วเรียกว่า "ภาวนา" นี้ครอบทั้ง "สมถวิปัสสนา" เพียงพูดกันว่า "ทำวิปัสสนา" ก็เข้าใจกันว่า "ทำภาวนา" นั้นแล
- ขั้น "วิปัสสนา" จริงๆ นั้น ก็คือการพินิจพิจารณา เมื่อจิตมีความสงบเย็นแล้วจิตย่อมมีอุบายต่างๆ ในเมื่อเราพาคิดพาพิจารณาแยกแยะธาตุขันธ์ เรื่อง "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา"** เราเคยได้อ่านจากตำรับตำราว่า "อนิจจังอยู่ที่ไหน ทุกขังอยู่ที่นั่น ทุกขังอยู่ที่ไหน อนัตตาก็อยู่ที่นั่น" เห็นแต่คนนั้นแก่ คนนี้ตาย เห็นแต่คนนั้นพลัดพราก ล้มหายตายจากกัน ตัวของเราก็คือตัวพลัดพราก ตัว "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา"*** เหมือนกัน "โอปนยิโก" น้อมเข้ามาสู่ตัวเรา ซึ่งแก่ขึ้นมาทุกวันๆ นับแต่วันตกคลอดออกมา แก่ขึ้นเรื่อยๆ แก่ขึ้นมาโดยลำดับ แปรสภาพขึ้นมาเรื่อยๆ นี้เรียกว่า "อนิจจัง"
- เรายังจะสงสัยเรื่อง "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา"*** ที่ไหนไปอีก กองอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่กับเราอย่างสมบูรณ์อยู่แล้วตลอดเวลา
- *** เขียนใหม่ (ตัวเอียง) เป็นภาษาไทย**
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-6-10 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 16 สิงหาคม 2565)
- อนิจจัง คือ ความแปรสภาพไปทุกขณะ แม้แต่เวลานี้ นั่งอยู่สักครู่เดียวมันก็เหนื่อยแล้วล่ะ มันแปรแล้ว ธาตุขันธ์ มันแปรเป็นอย่างอื่น เกิดความทุกข์ขึ้นมาแล้ว
- อนัตตา เราจะถือเป็นสาระแก่นสารอะไรในธาตุในขันธ์อันนี้ มันก็เป็นแต่กองดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ประชุมกันอยู่อย่างธาตุเท่านั้น เรียกว่า "ธาตุสี่" ขันธ์ก็เรียกว่า "ขันธ์ห้า" คือ
- รูป ได้แก่ร่างกายของเรานี้ เป็นขันธ์ หมายถึงกอง หรือหมวด เป็นหมวดๆ
- เวทนา คือ ความสุข ความทุกข์ เฉยๆ หรือความเป็นหมวด เป็นกองอันหนึ่ง
- สัญญา คือ ความจำได้ หมายรู้
- สังขาร คือ ความคิดความปรุง
- วิญญาณ คือ ความรับทราบ เมื่อตาสัมผัสรูป ฯลฯ
- ทั้งห้านี้ ท่านเรียกว่า "ขันธ์ห้า"
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-6-11 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 16 สิงหาคม 2565)
- ขันธ์ห้านี้ มันมีสาระอะไรอยู่ภายในตัวของมัน พอจะไปยึดไปถือว่า "สิ่งนี้เป็นเรา" นี่หมายถึงเรื่อง "วิปัสสนา" นี่คือการแยกหาความจริง แยกให้เห็นความจริงที่มีอยู่ในตัวเราเอง แต่เราโง่ ไม่สามารถที่จะมองเห็นความจริงนี้ได้ จึงเรียกว่า "อันนั้นเป็นเรา อันนี้เป็นของเรา" พอมีความเปลี่ยนแปลงอะไรไปบ้าง เกิดความสลดหดหู่ เสียอกเสียใจ กลายเป็น "โรคจิต"** ขึ้นมาภายในตนก็มีแยะ เพราะความคิดปรุงเลยเถิด
- เมื่อพิจารณาแยกแยะดูด้วยปัญญาอย่างนี้ เราจะเห็นอุบายของปัญญา มีความสามารถที่จะตัดกิเลสออกได้เป็นตอนๆ เป็นระยะๆ จนกระทั่งสามารถตัดขาดออกได้หมดภายในขันธ์ห้า
- ที่ว่า อันนั้นเป็นเรา อันนี้เป็นเรา จิตกับขันธ์ห้า เป็นอันเดียวกัน แยกกันไม่ออก เวลาปัญญาได้แยกแยะพินิจพิจารณาด้วยอำนาจของความฉลาด ที่ฝึกหัดมาจนชำนิชำนาญสามารถแยกออกได้ นี่ทราบว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รูปก็รูป สิ่งนั้นๆ ก็เป็นสิ่งนั้นๆ แต่เราไม่ใช่สิ่งนั้นๆ มันแยกกันได้โดยลำดับๆ จนกระทั่งสามารถแยกจิตออกจากอาสวะกิเลส ที่ฝังจมอยู่ในจิตนั้นออกได้ เลยไม่มีอะไรเหลือภายในจิต นั้นแลท่านเรียกว่า "พุทโธ" แท้
- * อ้างอิง-PDF-ลิงค์* หน้า ๑๐: โรคจิต คือ "โรควุ่นวาย โรคความทุกข์ เดือดร้อน นั่นเอง ยังไม่ถึงกับว่า "โรคจิต" จนกระทั่งถึงกับเป็นบ้า นั่นมันหนักมากไป ถึงกับไม่มีสติ มันก็เป็นบ้า
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "ศาสนาทำให้คนต่างจากสัตว์" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "ศาสนาทำให้คนต่างจากสัตว์" (#1-1-6-12) [ออนไลน์: 17 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-6-12 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 17 สิงหาคม 2565)
- ผลของการปฏิบัติจิตตภาวนา เมื่อถึงขั้นสุดท้ายแล้ว ได้เป็น "พุทโธ" แท้ เช่นเดียวกับ "พุทโธ" ของพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้หมายถึง "พุทโธ" ของพระพุทธเจ้าองค์นั้นแท้ แต่หมายถึง "พุทโธ" ของเรา เทียบเคียงกัน ความบริสุทธิ์นี้เสมอกันกับของพระพุทธเจ้า แต่ "พุทธวิสัย" และ "สาวกวิสัย" นี้ผิดกันไปตามอำนาจวาสนา ซึ่งนอกไปจากความบริสุทธิ์
- ความสามารถอาจรู้ด้วยการแนะนำสั่งสอน ความเฉลียวฉลาดของพระพุทธเจ้าต้องสมภูมิพระองค์ท่าน พวกสาวกก็เต็มตามภูมิของตน
- สำหรับความบริสุทธิ์นั้นเสมอกัน ท่านว่า "นตฺถิ เสยฺโยว ปาปิโย" นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมา จนถึงพระสาวกองค์สุดท้าย บรรดาที่เป็นพระอรหันต์แล้ว ความบริสุทธิ์เสมอกัน ไม่ยิ่งหย่อนต่างกันเลย นี่เหมือนกันตรงนี้
- นี้แล คือ ผลที่เกิดจากการที่ทำจิตด้วยการภาวนา ทำไปโดยลำดับ แก้กิเลสไปโดยลำดับ จนกระทั่งหมดโดยสิ้นเชิงแล้ว เหลือแต่ความบริสุทธิ์ล้วนๆ นั่นแลผู้ทรงความสุขอย่างยอดเยี่ยม ไม่มีอันใดเหนือกว่าความสุขประเภทนี้ ท่านเรียกว่า "โลกุตรธรรมอันสูงสุด" คือ ธรรมเหนือโลก
- เหนือโลก คือ เหนือธาตุ เหนือขันธ์ุ เหนือสิ่งใดทั้งหมด ไม่มีอะไรจะยิ่งกว่าสิ่งที่บริสุทธิ์นี้ นี้คือผลที่เกิดขึ้นจากการภาวนา ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นผู้ทรงทำก่อนใครในโลกสมัยนั้น และพาดำเนินมาก่อน จนถึงสมัยปัจจุบันถึงพวกเราชาวพุทธ ที่บำเพ็ญตามพระองค์อยู่เวลานี้
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "ศาสนาทำให้คนต่างจากสัตว์" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "ศาสนาทำให้คนต่างจากสัตว์" (#1-1-6-13 - #1-1-6-17) [ออนไลน์: 17 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-6-13 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 17 สิงหาคม 2565)
- ศาสนธรรมท่านสอนอย่างมีเหตุมีผล พวกเราควรดำเนินไปตามหลักท่านสอนไว้ และผลจะต้องปรากฏขึ้นตามนั้น อย่างนั้นๆ นี่! เหตุมีอยู่ ผลต้องมี ผู้ปฏิบัติถูกต้องดีงามตามหลักธรรมที่ท่านสอน ผลจะไม่ได้รับอย่างไร!
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-6-14 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 17 สิงหาคม 2565)
- คำว่า "ธรรม" ก็คือ "สวากขาตธรรม" ที่ตรัสไว้ชอบแล้ว ไม่ใช่ "โมฆธรรม" ผู้ปฏิบัติทำไมจะไม่ได้รับผล มรรค ผล นิพพาน ที่ว่าสูญๆ นั้น สูญไปไหน? นอกจากจะสูญจากบุคคลที่ไม่สนใจต่อการปฏิบัติเท่านั้น แม้แต่ครั้งพุทธกาล มรรค ผล นิพพาน ก็ไม่มีสำหรับบุคคลที่ไม่สนใจ แต่มีสำหรับผู้สนใจปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-6-15 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 17 สิงหาคม 2565)
- สมัยนี้ก็เหมือนกัน "มัชฌิมา"** คือ ศูนย์กลางต่อความจริงอยู่เสมอ ศูนย์กลางเพื่อการแก้กิเลส เหมาะสมเพื่อการแก้กิเลสอยู่ตลอดไป ไม่ว่ากิเลสตัวใด ประเภทใด ไม่สามารถที่จะผ่านพ้นอำนาจของ "มัชฌิมาปฏิปทา" นี้ไปได้เลย จึงเป็นธรรมที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการแก้กิเลสของสัตว์โลก ท่านเรียกว่า "มัชฌิมา"
- "มัชฌิมา" สมัยทุกวันนี้ หรือ "มัชฌิมา" สมัยพุทธกาลก็ตาม จะต่างกันอย่างไร ไม่มีอะไรต่างกัน เพราะเป็น "สวากขาตธรรม" อย่างเดียวกัน กิเลสก็ประเภทเดียวกัน มัชฌิมาเครื่องแก้กิเลสก็ประเภทเดียวกันที่เรานำมาปฏิบัติกำจัดกิเลส ทำไมกิเลสจะไม่หลุดลอยไปได้ด้วยอำนาจแห่งการปฏิบัติธรรม ที่ถูกต้องดีงามตามหลัก "มัชฌิมา" นั่นแล้ว จะต้องได้ผลเหมือนกัน
- แต่ มรรค ผล นิพพาน ไม่มีสำหรับผู้ไม่ปฏิบัติเท่านั้น ไม่ว่าสมัยใดๆ จะมีเฉพาะผู้ปฏิบัติ มีมากมีน้อยตามกำลังแห่งการปฏิบัติของตนๆ มีอยู่เพียงนี้ เรียกว่า "สวากขาตธรรม" ตรัสไว้ชอบแล้ว "นิยยานิกธรรม" นำผู้ปฏิบัติให้พ้นจากทุกข์ไปได้โดยลำดับ จนกระทั่งพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง ไม่มีอันใดที่จะเหนือจากธรรมของพระพุทธเจ้าไปได้ ที่จะเป็นเครื่องแก้กิเลสให้หมดสิ้นไปจากจิตใจ จึงเป็นที่ "ลงใจ" ในการประพฤติปฏิบัติธรรม
- ** "มัชฌิมา" -- อ้างอิง. อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "ศาสนาเท่านั้นชำระใจสกปรก" | คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-5-12 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 14 สิงหาคม 2565)
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-6-16 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 17 สิงหาคม 2565)
- โลกทั้งหลายยังไม่มีใครพูดได้ถูกต้องแม่นยำ ยิ่งกว่าศาสดาที่เป็นผู้สิ้นกิเลสแล้ว และพูดออกมาจากความจริงทั้งนั้น
- ความคดโกง ความหลอกลวง ต้มตุ๋น อย่างโลกนี้ พระพุทธเจ้าไม่นำมาพูด เพราะนี้มันเป็นเรื่องของกิเลส
- เรื่อง "ธรรม" ต้องพูดตรงไปตรงมา พูดตามเหตุตามผล พูดตามความสัตย์ความจริง ผู้ปฏิบัติตามความสัตย์ความจริง ทำไมจะไม่รู้ความจริง ต้องรู้!
- ความยิ่งใหญ่อยู่ที่ตรงนี้ไม่อยู่ที่อื่น อย่าพากันสงสัย ลูบคลำเหมือนคนตาบอด ทั้งที่มีธรรมซึ่งเป็นองค์แทนศาสดาอยู่เต็มเมืองไทยชาวพุทธ!
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-6-17 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 17 สิงหาคม 2565)
- ในอวสานแห่งการแสดงธรรมนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายได้นำไปพินิจพิจารณา หากว่าธรรมที่แสดงมานี้ หนักเบามากน้อยเพียงใด จะเป็นที่แสลงหูแสลงใจ ก็ขออภัยไว้ด้วย เพราะธรรมนี้ เป็น "ธรรมป่า" หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้ฟังทั้งหลาย ไม่มากก็น้อย เอาละ จบ