อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน…มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 (#1-1-3)
พิพิธภัณฑ์สันตุสฺสโก (ออนไลน์) ที่ nippanang.com (นิพพานัง ดอท คอม)
- พระกรรมฐานกราบแทบเท้าคารวะทำวัตรเทศกาลเข้าพรรษา สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ...มรดกธรรมะป่า
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 (#1-1-3)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "พุทธศาสนาให้ที่พึ่งทางใจ" (#1-1-3-1 - #1-1-3-19) [เริ่ม: 9 สิงหาคม 2565 - จบ: 12 สิงหาคม 2565]
- ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์: พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านพระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสฺสโก
- คัดลอกสาระธรรม เรียงร้อย และออกแบบ โดย ดร. ประวรา ธนะปุระ (จิตอาสา)* และสนับสนุนโดย ผู้มีจิตศรัทธา
- เริ่มสร้าง: 9 สิงหาคม 2565 - วันสุดท้ายที่ปรับปรุง: 12 สิงหาคม 2565
- พระธรรมวิสุทธิมงคล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "พุทธศาสนาให้ที่พึ่งทางใจ" (#1-1-3)*
- * ข้อมูลอ้างอิง: คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "พุทธศาสนาให้ที่พึ่งทางใจ" (#1-1-3-1 - #1-1-3-19)**
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "พุทธศาสนาให้ที่พึ่งทางใจ" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "พุทธศาสนาให้ที่พึ่งทางใจ" (#1-1-3-1 - #1-1-3-4) [ออนไลน์: 10 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-3-1 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 10 สิงหาคม 2565)
- การเทศน์ตามตำรา กับ ทางภาคปฏิบัตินั้น ผิดกันอยู่มาก เทศน์ตามตำรา เราคอยฟัง คอยจดจำ แล้วจิตก็ต้องติดตามไปเรื่อยๆ มียกตัวอย่างเช่น ศรัทธา วิริยะ เป็นต้น ก็เป็นกัณฑ์หนึ่งได้ อย่างนี้จิตมันก็ไม่ค่อยปรากฏผลอะไรนัก ในขณะที่ฟัง
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-3-2 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 10 สิงหาคม 2565)
- ในครั้งพุทธกาลท่านแสดงธรรม ท่านหวังให้ได้ผลในปัจจุบันด้วย เพราะฉะนั้น การฟังธรรมที่จะให้ได้รับผลประโยชน์ในปัจจุบัน คือ ขณะฟังควรตั้งใจ ไม่ต้องส่งจิตออกไปภายนอก แม้ส่งมาหาผู้เทศน์
- คือ เราตั้งความรู้สึกไว้ภายในตัวของเรานี้ จะให้ "ความรู้" คือจิตนั้นอยู่ในจุดใดก็ได้ไม่สำคัญ สำคัญที่ให้อยู่ในตัวเรา เป็นความรู้สึกอยู่กับตัว ความรู้สึกของเราไว้เฉพาะตนนี้เท่านั้น นี่ชื่อว่าตั้งจิตไว้ถูกต้องแล้ว เพื่อรับธรรมในขณะที่ท่านแสดง
- เมื่อเราตั้งจิตไว้เช่นนั้น ไม่ไปคาดไปหมาย ไม่ไปปรุงไปแต่งเรื่องอะไร ท่านจะเทศน์เรื่องอะไรก็ตาม มีความรู้อยู่เฉพาะ แล้วรับรู้ธรรมที่เข้ามาสัมผัสโดยเฉพาะๆ ขณะที่ท่านแสดงไปเท่านั้น ไม่ต้องไปตีความหมายอะไรมากมายในขณะที่ฟัง จิตย่อมได้รับความสงบ จิตที่มีความสงบย่อมเป็นความสุขขึ้นในขณะที่ฟัง
- นี่เป็นผลที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ขณะที่ฟังเทศน์
- ผลในวาระต่อไป คือ นำไปเป็นข้อคิดหรือปฏิบัติ การฟังธรรม ได้รับอานิสงส์ ๕ อย่าง ปรากฏผลประจักษ์เข้ากับหลักธรรม
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-3-3 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 10 สิงหาคม 2565)
- "การฟังธรรม ได้รับอานิสงส์ ๕ อย่าง" คือ
- (๑) ผู้ฟังธรรม ย่อมจะได้ฟังสิ่งที่จะไม่เคยได้ยินได้ฟัง นี้เป็นข้อหนึ่ง
- (๒) ข้อที่สอง สิ่งใดที่เคยได้ยินได้ฟังแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจชัด ก็จะเข้าใจสิ่งนั้นชัดขึ้น
- (๓) ข้อที่สาม จะบรรเทาความสงสัยเสียได้ คือ เราเคยข้องใจในธรรมข้อใดอยู่ เวลาท่านอธิบายไปเกี่ยวข้องกับธรรมนั้น เราก็เข้าใจ
- (๔) ข้อที่สี่ จะทำความเห็นให้ถูกต้องได้ คือ ความเห็นตามธรรมดา มันมักเขวปีนเกลียวกับหลักธรรมอยู่เสมอ การฟังบ่อยๆ ก็จะทำความเห็นนั้นให้ถูกต้องได้
- ในสี่ข้อนี้ ก็เป็นแขนงของข้อที่ห้า ซึ่งเป็นข้อสำคัญ
- (๕) ข้อที่ห้า จิตผู้ฟังย่อมผ่องใส นี่เป็นหลักสำคัญมาก เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งในการฟังธรรม
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-3-4 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 10 สิงหาคม 2565)
- (๕) ข้อที่ห้า จิตผู้ฟังย่อมผ่องใส นี่เป็นหลักสำคัญมาก เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งในการฟังธรรม
- คือ จิตจะผ่องใสได้ จิตต้องมีความสงบในขณะนั้น ไม่ได้คิดอะไรเข้ามายุ่งกวนใจ นอกจากอารมณ์แห่งธรรม ที่ท่านกำลังแสดง เข้าไปสัมผัสภายในใจเราแล้วรับรู้กันโดยเฉพาะในขณะนั้น
- จิตทำหน้าที่อันเดียว มีความรู้สึก มีความรับรู้กับบทธรรมที่ท่านแสดงไป ไม่มีอารมณ์ใดเข้าไปเกี่ยวข้อง ใจก็เป็นความสงบขึ้นมา เมื่อจิตมีความสงบแล้ว ย่อมมีความผ่องใสขึ้นภายในตัว
- จิตที่ไม่สงบก็หาความผ่องใสไม่ได้ ยิ่งจิตวุ่นวายมากมายเท่าไหร่ ก็เป็นการสั่งสมความเศร้าหมอง ความเดือดร้อนให้แก่ตนมากมายขึ้นเท่านั้น
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "พุทธศาสนาให้ที่พึ่งทางใจ" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "พุทธศาสนาให้ที่พึ่งทางใจ" (#1-1-3-5 - #1-1-3-9) [ออนไลน์: 11 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-3-5 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 10 สิงหาคม 2565)
- ในครั้งพุทธกาล ท่านจะเทศน์เรื่องราวอะไรก็ตาม มันเกี่ยวโยงกับตัวของเราไปทุกระยะ เพราะผู้เทศน์ก็เทศน์ตามหลักความจริง ซึ่งมีอยู่กับตัวเราทุกคน เพราะเรื่องภายนอก กับเรื่องภายใน คือตัวเรา พูดทางโน้นก็ถูกกับตัวของเราทางนี้ แม้จะพูดเรื่องสัตว์ เรื่องบุคคล เรื่องหญิง เรื่องชาย หรือเรื่องอะไร ก็จะเกี่ยวโยงมาที่ตัวเรา ซึ่งเป็นเหมือนๆ กัน เพราะฉะนั้น "สัจจะธรรมสี่" จึงมีอยู่ทั่วโลก
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-3-6 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 10 สิงหาคม 2565)
- คำว่า "สัจธรรม" คือ "ทุกข์ สมุทัยฯ" ก็คือ เรื่องทุกข์ เรื่องของกิเลส แน่ะ!
- ทุกข์ ก็คือผลของกิเลสที่ผลิตขึ้นมา
- "มรรค" ก็คือ การประพฤติปฏิบัติตน ในทางที่ดี ที่ชอบ ด้วย กาย วาจา ใจ
- "นิโรธ" คือ การระงับดับความกระวนกระวาย และทุกข์ทั้งหลายเสียได้ ด้วยการปฏิบัติที่ถูกต้องดีงามนี้
- ในสี่อย่างนี้ มีอยู่กับทุกคน เฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องทุกข์ กับสมุทัยนี้ เด่นมากในสัตว์ ในบุคคล เพราะยังไม่มีช่องทาง ไม่มีอุบาย ไม่มีสติปัญญาที่จะแก้ไขและถอดถอนสิ่งเหล่านี้ออกได้ ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ที่ถือศาสนา กับผู้ไม่มีศาสนาประจำตนเลยนี้ แม้จะเป็นมนุษย์เหมือนกัน ความได้เปรียบเสียเปรียบ จะผิดกันอยู่มากมาย
- ความได้เปรียบ คืออย่างไร? พุทธศาสนาให้ที่พึ่งทางใจ ผู้มีศาสนา คือ ผู้มีเครื่องยึดของใจ มีหลักใจ มีธรรมเป็นเครื่องยึด เพราะ ใจก็ต้องมีที่พึ่ง กายก็ต้องมีที่พึ่ง ถ้าเทียบแล้วก็เหมือนกับ "เรือนกาย เรือนใจ" เป็นผู้มีที่พึ่งทั้งสองอย่าง คือ มีทั้งทางกาย และมีทั้งทางจิตใจ
- เรือนกาย ได้แก่สิ่งอาศัยภายนอก เช่น บ้านเรือน อาหาร เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น เป็นที่อาศัยของกาย
- เรือนใจ ใจมีหลักยึด คือธรรม ธรรมเป็นที่พึ่งของใจ ธรรม คือคุณงามความดีทั้งหลาย ซึ่งเป็นอารมณ์ และเครื่องยึดของใจ ที่เป็นนามธรรม
- เมื่อสรุปลงแล้ว ผู้ที่มีศาสนาเป็นเครื่องยึดของใจเป็นผู้ได้เปรียบกว่าผู้ไม่มีศาสนาเสียเลย
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-3-7 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 10 สิงหาคม 2565)
- ผู้ไม่มีศาสนาเป็นเครื่องยึดเครื่องวัด จึงไม่ทราบว่าจิตใจเสื่อมหรือเจริญอย่างไร เพราะจิตที่ไม่มีธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเกี่ยวเกาะ ก็เป็นจิตที่เสื่อมจนพอตัวอยู่แล้ว โดยปกติ ใจวิ่งตามวัตถุเสียหมด ไม่มีโอกาสที่จะทราบได้ว่าโลกนั้นมีอยู่สองโลก โลกภายใน โลกภายนอก คือ ด้านนามธรรมและด้านวัตถุ
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-3-8 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 10 สิงหาคม 2565)
- ผู้ไม่มีศาสนาเป็นเครื่องยึดเครื่องวัด ก็มักจะแน่ใจไปในทางที่ว่า ความสำคัญทางจิตใจไม่มีนามธรรมที่จะเป็นสาระสำคัญเพื่อจิตใจไม่มี มีแต่ด้านวัตถุที่เป็นเครื่องยึดของกายและทั้งของใจด้วย ใจจึงมีความสนใจไปกับด้านวัตถุ โดยหาจุดหมายปลายทางไม่ได้ วัตถุพาเจริญ จิตใจก็เข้าใจว่าเจริญ วัตถุพาเสื่อมจิตใจก็เสื่อม โลกเจริญก็หมายถึงวัตถุมีความเจริญขึ้น เช่น ตึกรามบ้านช่องเจริญ โลกเสื่อมก็คือ สิ่งเหล่านี้เสื่อมไป ส่วนจิตใจไม่ได้คำนึงว่า เสื่อมหรือเจริญ เมื่อจิตใจไม่มีศาสนาแล้ว อย่างไรก็ต้องเสื่อมอยู่วันยังค่ำ เหี่ยวแห้งอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ด้านวัตถุเจริญหรือเสื่อม
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-3-9 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 10 สิงหาคม 2565)
- ผู้ไม่มีศาสนาเป็นเครื่องยึดเครื่องวัด ใจติดแน่นอยู่กับกาย เข้าใจว่าร่างกายนี้เป็นตัวของเรา ไม่ได้เข้าใจว่าจิตเป็นจิต กายเป็นกาย เพียงอาศัยกันอยู่เท่านั้น เมื่อถึงคราวจะเป็นจะตายขึ้นมา เจ็บไข้ได้ป่วย เช่น ร่างกายทรุดโทรม จึงเกิดความเดือดร้อนวุ่นวายมากภายในใจ หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ ยิ่งกว่าคนที่มีธรรมภายในใจ เพราะใจไปอยู่กับวัตถุ หรือไปอยู่กับโลก เอาด้านวัตถุเป็น "สรณะ" โลกพาเจริญก็เจริญ โลกพาเสื่อมก็เสื่อม ทราบแต่ด้านวัตถุถ่ายเดียว จึงถือเอาเรื่องของโลก คือด้านวัตถุนั้นเป็นความเจริญของทั้งทางร่างกาย คือความเป็นอยู่และทางจิตใจ ใจจึงไปยึดไปถือกับสิ่งนั้นๆ จนไม่ทราบว่าอะไรเป็นที่พึ่งของใจ มีด้านวัตถุเท่านั้น แล้วจะหาจุดหมายปลายทางไม่ได้ นี่เรื่องของวัตถุ เป็นอย่างนี้
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "พุทธศาสนาให้ที่พึ่งทางใจ" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "พุทธศาสนาให้ที่พึ่งทางใจ" (#1-1-3-10 - #1-1-3-13) [ออนไลน์: 12 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-3-10 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 11 สิงหาคม 2565)
- คนที่นับถือพุทธศาสนา เฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ปฏิบัติศีลธรรมมีจิตตภาวนาเป็นต้น จะแตกต่างกันอยู่มาก กับผู้ถือศาสนาทั่วๆ ไป และผู้ไม่ถือศาสนาเลย เพราะเหตุไร? เพราะพระพุทธศาสนาท่านสอนหลายชั้น หลายภูมิ ชั้นใดที่ควรปฏิบัติอย่างไร เช่นคนยังไม่เคยรู้จักการทำบุญให้ทาน ซึ่งเป็นฐานแห่งความดีในเบื้องต้น ท่านก็สอนให้รู้จักทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล นี่ก็เป็นความดีแต่ละอย่างๆ เป็น "สรณะ" ของใจด้วยกัน นี่เป็น "ขั้นหนึ่งของสรณะ คือ หลักใจ" ที่พึ่งของใจ
- ยึด "พุทโธ", ธัมโม, สังโฆ" นี่ก็เป็นนามธรรมอันเลิศ ซึ่งเป็นหลักใจเช่นเดียวกัน
- เจริญจิตตภาวนา เช่น กำหนด "พุทโธ" เป็นต้น ไว้ภายในจิตในขณะที่ภาวนา หรือจะไปไหนมาไหน ให้มีความระลึกรู้อยู่กับคำบริกรรมนั้นๆ มี "พุทโธ" เป็นต้น ก็ชื่อว่า "จิต" มีหลักยึดอยู่ตลอดไป ตามขณะที่ตนระลึกได้ หากจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง เผลอไปบ้างในบางกาลบางเวลา แต่ก็ยังทราบอยู่ว่า มีที่พึ่งของใจ คือ "พุทโธ" เป็นต้น
- นั่น! ผิดกันกับคนที่ไม่มีศาสนาเลย ซึ่งไม่ทราบว่าจะเอาอะไรเป็นที่ยึด เป็นหลักของใจ จิตเคว้งคว้างไปตามโลก ตามสงสาร ตามวัตถุต่างๆ กว้างแคบไม่มีประมาณ จิตกระจายไปหมด หาตัวจริงไม่ได้ หาหลักยึดไม่เจอ
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-3-11 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 11 สิงหาคม 2565)
- การบำเพ็ญทางจิตใจ ที่เรียกว่า "สรณะ" เข้าไปโดยลำดับ ในเบื้องต้นเรากำหนดภาวนา (เจริญจิตตภาวนา กำหนด "พุทโธ" เป็นต้น) เพื่อเป็นอารมณ์ของใจ เพื่อใจได้ยึดธรรมนั้นเป็นอารมณ์ จนปรากฏเป็นความสุขขึ้นมาในขณะที่บำเพ็ญภาวนา ที่ท่านเรียกว่า "ใจสงบ" คือจิตสร้างที่พึ่งสำหรับตัวเอง "สรณะของจิต"
- พอใจสงบแล้ว ก็ปรากฏเห็นความแปลกประหลาดภายในใจของตน เพราะความสงบของใจ ใจหายยุ่ง ขณะนั้นไม่มีอารมณ์ใดๆ เข้ามารบกวนใจเลย มีแต่ความสงบแน่วแน่ ปรากฏเป็นความสุขเย็นใจ มีความอ่อนโยนขึ้นภายในใจ นี่เป็นเครื่องสะดุ้งใจอันหนึ่ง ที่จะให้ผู้ได้รับผลจากการภาวนานั้น มีแก่ใจ มีความเพียร มีความดูดดื่ม ในอันที่จะบำเพ็ญตนให้ปรากฏผลมากขึ้นไปกว่านั้น โดยลำดับ ใจก็จะได้รับความสุข เย็นขึ้นไปเรื่อยๆ ปรากฏเป็นตัวของตัวขึ้นมาเรื่อยๆ ต่างจากด้านวัตถุ แม้ที่สุด ใจจะอาศัยร่างกายอยู่ก็ตาม ใจ กับ ร่างกาย จะไม่เป็นอันเดียวกันเลย ในความรู้สึกซึ่งเด่นชัดขึ้นโดยลำดับว่า กายเป็นอย่างหนึ่ง ใจเป็นอย่างหนึ่ง
- ในขณะที่ใจไม่สงบ ใจฟุ้งซ่านวุ่นวาย กายก็เป็นกายอยู่เช่นนี้ แต่เป็นอาการของจิตที่แสดงตัวขึ้นมาในทางไม่ดี ซึ่งเป็นความวิปริตผิดปกติธรรมดา ก็พยายามแก้ไขความไม่สงบของใจ จนกระทั่งจิตเข้าสู่ความสงบได้
- การเห็นชัดว่า ความกำเริบของจิตเป็นเช่นนั้น การระงับดับความกำเริบของจิตได้ด้วยบทธรรม หรือวิธีการเช่นนั้น ผลปรากฏเป็นความสุขขึ้นมา เพราะวิธีการที่ถูกต้องนั้น ผู้ปฏิบัติรู้เห็นได้ชัดกับใจตัวเอง
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-3-12 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 11 สิงหาคม 2565)
- ความจำเป็นที่เกี่ยวกับทางด้านจิตใจ ในเรื่องสรณะของจิต จิตสร้างที่พึ่งสำหรับตัวเอง คือสั่งสมความดีอันเป็นสาระของตนขึ้นโดยลำดับๆ จนกระทั่งสาระสำคัญกับใจนั้น แยกกันไม่ออก ปรากฏอย่างชัดเจนว่า นั้นเป็นนั้น นี้เป็นนี้ จิตเป็นจิต เมื่อแยกได้ถึงขนาดทราบชัดว่า จิตเป็นจิตแล้ว จิตต้องเด่นดวง จิตต้องชัดเจนภายในตัวเองจากสิ่งทั้งหลาย ไม่เป็นอันเดียวกัน
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-3-13 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 11 สิงหาคม 2565)
- เมื่อพยายามสร้างความสงบของจิตให้มากเพียงไร ความแสดงออกของจิตไปในลักษณะต่างๆ ก็จะทราบไปในขณะเดียวกัน ว่าแสดงออกไปในทางถูก หรือทางผิด ถ้าเป็นทางผิด ก็รีบแก้ไขทันที ถ้าเป็นทางถูก ก็ส่งเสริมให้มีความเย็นขึ้น ด้วยอุบายเช่นนั้นๆ นี่คือ การสร้างฐานของจิต หรือ สร้างที่พึ่งของจิต ด้วยอำนาจของธรรม หรือด้วยอำนาจแห่งความดีทั้งหลาย มีจิตตภาวนาเป็นต้น สร้างโดยลำดับ จนสำเร็จเต็มภูมิจิตภูมิธรรม
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "พุทธศาสนาให้ที่พึ่งทางใจ" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "พุทธศาสนาให้ที่พึ่งทางใจ" (#1-1-3-14 - #1-1-3-) [ออนไลน์: 12 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-3-14 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 12 สิงหาคม 2565)
- การสร้างจิต สร้างด้วยสติปัญญา พิจารณามากเท่าไหร่ สติปัญญายิ่งแตกฉาน เฉลียวฉลาด รอบตัว แม้ที่สุด ความคิด ความปรุงของตน หลอกลวงตนด้วยวิธีใดก็ทราบ และใช้สติปัญญาตามต้อน (หรือแก้ไขความจอมปลอมของสังขาร คือความคิดปรุงต่างๆ และสัญญา ความจำหมายต่างๆ อันเป็นเรื่องหลอกตนเองนั้น ให้หายไปโดยลำดับๆ) มีแต่สติปัญญาเป็นเครื่องกลั่นกรองสิ่งเหล่านี้อยู่โดยสม่ำเสมอ จิตก็ยิ่งแนบแน่นเข้าไป มีหลักฐานมั่นคงเข้าไปเป็นขั้นๆ นอกจากนั้น ยังจะสามารถทราบในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตนรอบด้าน เฉพาะอย่างยิ่งคือ ขันธ์ห้า** ขันธ์ห้ามีอะไร
- ขันธ์ห้านี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะตามหลักธรรมดาสามัญทั่วๆ ไปแล้ว ขันธฺกับเรามันเป็นอันเดียวกัน ขันธ์ห้ากับตนนับเป็นอันเดียวกัน ตนกับขันธ์ห้าเป็นอันเดียวกัน แยกกันไม่ออก ใจกับขันธ์ห้าจึงเป็นอันเดียวกัน แยกกันไม่ออกเพราะไม่สนใจจะแยก หรือไม่สามารถจะแยก เหตุใดจึงไม่สามารถแยก เพราะไม่รู้วิธีแยกวิธีคลี่คลายสิ่งนี้ให้ทราบตามความจริงของมัน
- เมื่อมีสติปัญญาขึ้นมาโดยลำดับ ตามครูอาจารย์ที่ท่านแนะนำสั่งสอน และตามวิธีของเราที่เคยบำเพ็ญมา เรื่องขันธ์ห้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้ จึงไม่ใช่สิ่งที่เหลือวิสัยของสติปัญญาที่จะแยกแยะให้เห็นตามความเป็นจริงของมันได้ ก็มีทางทราบได้โดยลำดับ
- นี่คือ การสร้างที่พึ่ง สร้างหลักให้แก่จิตใจ อันไหนที่เป็นสิ่งจอมปลอม จะมีมากน้อยเพียงไร แทรกสิงภายในใจ ปัญญาสามารถแยกแยะคลี่คลายออกได้หมด ตามอำนาจของสติปัญญาที่มีกำลังไม่หยุดยั้งในการคลี่คลาย ในการแยกแยะ สุดท้ายก็กระจายไปหมด ไม่มีสิ่งใดที่จะมาแทรกสิงจิตใจได้
- แม้แต่จิตเสียเอง ซึ่งมีกิเลสอันสำคัญแทรกอยู่ภายในนั้น ก็ยังสามารถทราบได้อีก ไม่เพียงแต่ขันธ์ห้าซึ่งเป็นของหยาบๆ กิเลสที่ละเอียดที่สุด ซึ่งนอนจมอยู่ภายในจิต ไม่อาจมองเห็นตัวได้เลย ปัญญาก็สามารถสอดแทรก แยกแยะได้ จนไม่มีอะไรเหลือ กระจายออกไปตามธรรมชาติของมัน สติปัญญากลั่นกรองออกให้หมดเหลือแต่จิตที่หมดจด บริสุทธิ์ล้วนๆ
- นั่นแล คือที่พึ่งอย่างเอกของใจ ไม่มีอันใดที่จะเอกยิ่งไปกว่านี้แล้ว พระพุทธเจ้าถึงธรรมชั้นเอก ก็คือ ถึงธรรมชั้นนี้แหละ ท่านที่ซักฟอกสิ่งที่เป็นมลทินทั้งหลาย ทั้งหยาบ ทั้งกลาง ทั้งละเอียด ออกจากจิตใจโดยสิ้นเชิง ไม่มีสิ่งใดเหลือ นี้แล คือ ที่พึ่งอันเอก ไม่มีที่พึ่งใดในโลกนี้จะเสมอเหมือน จิตที่ได้สร้างที่พึ่งของตนให้สมบูรณ์โดยหลักธรรมชาติไม่พึ่งอะไรทั้งนั้น เมื่อถึง "เมืองพอ" แล้ว ไม่ต้องพึ่งอะไร!
- ** "ขันธ์ 5คืออะไร" -- อ้างอิง. อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "ศาสนาทำให้คนต่างจากสัตว์" | คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-6-10 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 16 สิงหาคม 2565)
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-3-15 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 12 สิงหาคม 2565)
- รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นอาการทั้งห้านี้ ว่าเป็นสิ่งหนึ่งๆ ต่างหากจากใจ ที่เป็นธรรมชาติของตัวเอง และแยกแยกกันได้โดยลำดับ เช่น
- รูปขันธ์ของเรา รูปขันธ์แสดงอาการวิปริตผิดธรรมดาอย่างไร เช่น เจ็บที่นั่น ปวดที่นี่ขึ้นมาจากความผิดปกติของตน การสร้างทุกขเวทนาขึ้นมา ก็เป็นเรื่องของธาตุของขันธฺ ที่เขาแสดงตัวของเขาต่างหาก เราเป็นแต่เพียงผู้รับทราบความผิดปกติของร่างกาย และการแสดงขึ้นแห่งทุกขเวทนามากน้อย ไม่หลงใหลไปตามอาการของมันที่แสดงขึ้น จะเป็นทุกขเวทนามากน้อยเพียงไร ก็ทราบชัดว่า นั้นคือ ทุกขเวทนา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
- สัญญา จะสำคัญมั่นหมายว่า เราเจ็บที่ตรงไหน ปวดที่ตรงไหน และอันนั้นเป็นเรา มันก็แก้กันด้วยปัญญาเช่นเดียวกัน สุดท้ายสังขารปรุงขึ้นมา เจ็บที่นั่นที่นี่ มันก็ไม่มีพิษสงอะไร สัญญา ที่หมายว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ไม่มีพิษสง เพราะสติปัญญาครอบหัวมันอยู่
- วิญญาณก็เพียงรับทราบเท่านั้น มันก็ดับไป ดับไป เวทนาที่ปรากฏขึ้น มันก็มีทางจะดับไปเช่นเดียวกัน จะปรากฏขึ้นมากน้อย ก็มีทางจะดับ ตามความปรากฏของมันซึ่งเป็นคู่กัน
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-3-16 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 12 สิงหาคม 2565)
- ส่วนธาตุขันธ์ ก็อาศัยกันไปตามธรรมดา ตามกาล ตามเวลา ทั้งๆ ที่เราก็ได้ทราบอย่างชัดเจนด้วยปัญญาว่า อาศัยกันไปตามกาลตามเวลาเท่านั้น ส่วนความดีของเราที่สร้างมามากน้อยเพียงไร ตั้งแต่การให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา รวมตัวเข้ามาสู่จิตใจ เป็นเครื่องแก้ไขสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่เป็นมลทิน ที่เรียกว่า "บาป" ทั้งหลายออกจากใจ ด้วยความดีทั้งหลายเหล่านั้น
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-3-17 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 12 สิงหาคม 2565)
- สุดท้ายก็เหลือแต่ความบริสุทธิ์ล้วนๆ คำว่า "บุญ" ก็หมดปัญหาไป คำว่า "บาป" ก็หมดปัญหาไป เพราะใจเลยแล้วจากคำว่า "บุญ" ซึ่งเป็นตัวสมมุติอันหนึ่งในทางที่ดีและจากคำว่า "บาป" ซึ่งเป็นตัวสมมุติอันหนึ่งในทางที่ต่ำ หรือในทางที่ไม่ดี จิตบริสุทธิ์ จิตเป็นกลาง ถึงธรรมชาติที่เป็นกลาง เรียกว่า "มัชฌิมาในหลักธรรมชาติ" อันเป็นผลเกิดขึ้นจาก "มัชฌิมาปฏิปทา" ที่เป็นทางดำเนิน
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-3-18 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 12 สิงหาคม 2565)
- สุดท้าย ปฏิปทาอันเป็นตัวเหตุ มี สัมมาทิฏฐิ เป็นต้น ส่งจิตให้ถึงความบริสุทธิ์เป็น "มัชฌิมาในหลักธรรมชาติของตน" เป็นธรรมอันเอก นี้คือที่พึ่งอันเอก ซึ่งเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติบำเพ็ญ เป็นหลักธรรมอันยิ่งใหญ่ภายในใจ
- เพราะฉะนั้น คนที่นับถือศาสนากับคนไม่นับถือศาสนา คนปฏิบัติธรรมกับคนไม่ปฏิบัติธรรม จึงมีความผิดกันอยู่มากมาย และได้เปรียบกันดังที่กล่าวมานี้
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-3-19 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 12 สิงหาคม 2565)
- ขอให้ท่านพุทธศาสนิกชน บรรดาที่เป็น "ลูกศิษย์" ทั้งหลาย ได้นำไปพินิจพิจารณา คลี่คลายสิ่งหล่านี้ให้เห็นตามความเป็นจริงของตน คำว่า "ที่พึ่ง" ไม่ว่าจะขั้นใดก็ตาม อันเกิดจากคุณงามความดี จะเป็นสมบัติของท่านทั้งหลาย ที่ได้บำเพ็ญมาแล้วแต่ผู้เดียว ไม่มีผู้ใดจะมาแบ่งสันปันส่วนไปได้ เป็นก็ตาม ตายก็ตาม ความดีอันนี้แลจะเป็นเครื่องสนับสนุนให้เราไปเกิดในสถานที่ดี คติที่งาม
- การแสดงธรรม ก็เห็นว่าสมควร ขอยุติเพียงเท่านี้