รักษ์ธรรมะป่า…ส่งเสริมธรรมทาน…ศูนย์ศึกษาธรรมะป่า
เมตตาธรรม โดย ท่านพระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสฺสโก
พิพิธภัณฑ์สันตุสฺสโก (ออนไลน์) ที่ nippanang.com (นิพพานัง ดอท คอม)
- "ศรัทธาญาติโยมลูกหลานทุกคน ในช่วงนี้อยู่ในสถานะคับขัน ระเวียงระวังตัวใครตัวเรา ไม่รู้ว่าโรคภัยไข้เจ็บจะติดมากับใคร โรคไวรัสโควิท ๑๙ เป็นโรคติดต่อ โลกทั้งโลกก็กลัว ปิดประเทศกัน ปิดกิจการกัน ก็ทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองในช่วงนี้ก็คับขันพอสมควร พวกเราก็อย่าตื่นตระหนกจนเกินไป แต่ก็ให้ระเวียงระวัง อย่าไปเสียใจว่าเศรษฐกิจไม่เหมือนก่อน อดอยาก เราก็ต้องพยายามปรับปรุงการเป็นอยู่ของเรา มองดูเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวงท่านเคยตรัสไว้ พวกเราก็ควรจะหันไปมองในจุดนั้น นำมาใช้ในครอบครัวของเรา ถ้าพวกเราไม่รู้จักการบริหารจัดการกับตนเอง ครอบครัวของตนเอง มันไปไม่รอดนะ ถ้าพวกเราไม่เตรียมพร้อม ไม่ดูแลตรวจตรา ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ต้องระเวียงระวัง มันจะเดินไปข้างหน้าจะคับขันขนาดไหนเราก็ไม่รู้ ขณะนี้ก็กำลังจ่อเข้าไปอยู่ประตูคับขันแล้ว มันจะคลี่คลายไหม เราก็ต้องคอยดู ต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อน ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท หลวงตามหาบัวท่านก็เคยพูดนะ หลวงพ่อฟังดูแล้วก็จริงอย่างที่หลวงตาท่านพูด ก็เป็นแนวความคิดให้เราโอปนยิโก มองตนเอง ท่านว่าโลกของเรานี่ ถ้ามีอะไรขึ้น โหวกเหวกโวยวาย ตีฟูมตีฟาย ว่าตัวเองตายมาก แต่ตามที่จริง ถ้าจะเปรียบเทียบกับสัตว์เดรัจฉานที่เป็นน้ำมือของมนุษย์ ที่ฆ่าเขามาเป็นอาหาร ขนขึ้นมาจากเรือไม่รู้กี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นกี่แสนแต่ละครั้ง พอมนุษย์ตายเท่านั้นล่ะ โหวกเหวกวายวาย มนุษย์นี่เห็นแก่ตัวนะ หลวงพ่อได้ยินก็สะเทือนใจ ก็นำมาคิดกระทั่งเดี๋ยวนี้ ได้ยินมายี่สิบสามสิบปีแล้ว หลวงพ่อได้ยินมาก็อยากจะให้พวกเราได้คิดเหมือนกัน ก็คืออย่าไปเห็นแก่ตัวนะ อย่าเอารัดเอาเปรียบในเพื่อนมนุษย์ เกิดมาเป็นมนุษย์ด้วยกัน อย่าเอารัดเอาเปรียบกัน ส่งเสริมกัน อย่าไปรังแกเบียดเบียนคนอื่น สัตว์อื่น สรรพสัตว์ในโลก อย่างที่หลวงตาได้พูด ท่านก็ไม่ได้พูดรุนแรงนะ ท่านพูดให้โอปนยิโก แต่มีความหมายลึก ๆ หลวงพ่อก็อยากจะให้พุทธศาสนิกชนทุกหมู่ทุกเหล่าทุกท่าน ที่หลวงตาได้พูดก็เป็นแนวความคิด แต่ถึงยังไงถ้าปฏิบัติไม่ได้ ก็ให้เชิดชูบูชาไว้ว่า คำพูดนี้เป็นคำพูดที่อยู่ในจิตใจ เหมือนกับพวกเรายังรักษาศีลห้าไม่ได้ ก็ไม่ใช่จะดูถูกศีลห้าว่าไม่มีคุณค่าไม่มีประโยชน์ ถึงเราจะยังรักษาศีลห้าไม่ได้ แต่เราก็เชิดชูศีลห้าของพระพุทธเจ้าว่ามีคุณค่าจริง เพราะถ้ามนุษย์ทั้งหลายไม่มีศีลห้าเลย โลกทั้งโลกจะเป็นยังไง ถึงใครจะรักษาได้หรือไม่ได้ ศีลห้าก็ยังทรงคุณค่าของศีลห้าอยู่อย่างเก่า ถ้าพวกเราในยุคใดสมัยใด พร้อมเพรียงสามัคคีกัน เห็นคุณค่าของศีลห้า โลกในยุคนั้นก็จะร่มเย็นเป็นสุข เพราะไม่รังแกเบียดเบียนกัน ก็ขอให้พุทธศาสนิกชนทุกท่าน ทุกหมู่ทุกเหล่า อยู่ ณ สถานที่ใด ก็ให้ระเวียงระวังภัยที่จะมาถึง ถ้าเกิดภัยไข้เจ็บในกลุ่มของเรา ไปเที่ยวเตร่แล้วติดโรคภัยไข้เจ็บมา กลับมาก็มาติดครอบครัว ทั้งพ่อทั้งแม่ ปู่ย่าตายาย ก็มีปัญหาเกิดขึ้น ถึงพวกเราจะมีเงินคำทรัพยสมบัติก็เท่านั้น ต่างคนต่างล้มหายตายจากไป เสียอกเสียใจเพราะไม่ได้ระเวียงระวัง เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ก็บอกกล่าวไป อย่าให้สนุกสนาน ไปที่ไหนก็ให้ระเวียงระวัง เพราะมันติดได้ง่าย โรคนี้ไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บธรรมดา โลกทั้งโลกเขากลัวกันทั้งหมด ถึงวิทยาศาสตร์จะเจริญขนาดไหน ก็หวาดผวากัน ยังไม่สามารถที่จะสกัดกั้นมันได้ เป็นมัจจุราชที่มองไม่เห็นตัว ไม่เหมือนอีแร้งอีกาหมูหมาที่จะมากัด มาไล่เราเราก็ยังมองเห็นได้ ที่จะติดอยู่ที่ไหน เกาะอยู่ที่ไหนเราก็ไม่รู้ ถ้าเชื้อโรคนี้เกาะมากับเราก็ไม่ใช่จะอยู่กับเราอย่างเดียว จะอยู่กับกลุ่มพวกเรา การทานอาหารด้วยกันก็ต้องระเวียงระวัง ในการอยู่ด้วยกัน ความประพฤติเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าความประพฤติไม่เสมอกันก็อยู่ด้วยกันลำบาก การอยู่ด้วยกันก็ต้องมองหมู่มองเพื่อน มองพรรคมองพวก ถ้าจะไปฉกฉวยโอกาสขึ้นมาก็แปลว่าผิดกาลสถานที่อย่างมาก ๆ การอยู่ด้วยกันต้องมองกัน เมตตาต่อกัน ช่วยเหลือเผื่อแผ่กัน ถ้าจะเอารัดเอาเปรียบรังแกเบียดเบียนเขา กินเนื้อหนังมังสาเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัว อันนั้นไม่ถูก แปลว่าไร้จริยธรรม ไร้ศีลธรรม ไร้คุณธรรมในจิตใจ ไม่ถูก การอยู่ด้วยกันต้องมีความเมตตาอารีต่อกัน เอื้อเฟื้อต่อกัน อย่าไปทำให้คนอื่นหนักใจ"
-
โดย ท่านพระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสฺสโก
จากพระธรรมเทศนา “มัจจุราชที่มองไม่เห็น”, แสดงธรรมเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563, และถอดจากและที่มา-อ้างอิงจากลิงค์: บรรณานุกรม