ชีวประวัติพ่อแม่ครูอาจารย์กรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน : เรียนปริยัติ
พิพิธภัณฑ์สันตุสฺสโก (ออนไลน์) ที่ nippanang.com (นิพพานัง ดอท คอม)
- เรียนปริยัติ*
- "ท่านได้ไปถามคำภาวนาจากท่านพระครู “กระผมอยากภาวนา จะให้ภาวนายังไง?” “เออ! ให้ภาวนา พุทโธ นะเราก็ภาวนา พุทโธเหมือนท่านได้ฝึกหัดภาวนาอย่างไม่ลดละแรกๆจิตใจก็ไม่สงบเท่าใดนักแต่เมื่อทำอยู่หลายครั้งหลายหน จิตก็เริ่มสงบตัวลงไปโดยลำดับ จนกระทั่ง เห็นความอัศจรรย์ของจิต” …ทำไปสะเปะสะปะ นั่ง ภาวนาพุทโธ พุทโธ สำรวมจิตตั้งสติไว้กับ พุทโธ พุทโธ มันไม่เคยเป็น ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น ไม่เคยคาดไม่เคยฝันว่า มันจะเป็นอย่างนัั้นพอพุทโธ พุทโธไป มัน เหมือนกับเราตากแหไว้แล้วตีนแหก็หดเข้ามา หดเข้ามา พร้อมๆกัน พอนึกพุทโธกับสติถี่ยิบเข้าไป เหมือนดึงจอมแห กระแสของจิตที่มันซ่านไปในที่ต่างๆ มันจะหดตัวเข้ามา เหมือนตีนแหหดตัวเข้ามาลักษณะมันเป็นอย่างนั้นเราก็ยิ่งเกิดความสนใจก็เลยพุทโธถี่ยิบเข้ามา หดเข้ามา หดเข้ามาถึงที่… เลยขาดสะบั้นไปหมดโลกนั้นขาดออกไปจากทุกสิ่งทุกอย่างมีเด่นอยู่แต่จิต…“เมื่อเรียนธรรมะไปตรงไหน มันสะดุดใจเข้าไปเรื่อยๆ นับตั้งแต่นวโกวาท ที่เป็นพื้นฐานแห่งการศึกษาเบื้องต้น"
- "ยิ่งได้อ่านพุทธประวัติทำให้เกิดความสลดสังเวช สงสารพระพุทธองค์ในเวลาที่ทรงลำบากเพราะทรมานพระองค์เองก่อนตรัสรู้ธรรม จนถึงกับน้ำตาร่วงไปเรื่อยๆ พออ่านจบ เกิดความสลดใจอย่างยิ่ง ในความพากเพียรของพระองค์ซึ่งเป็นกษัตริย์ทั้งองค์ทรงสละราชสมบัติออกทรงผนวช เป็นคนขอทานล้วนๆ ซึ่งสมัยนั้นไม่มีศาสนา คำว่า การให้ทานได้บุญอย่างนั้น การรักษาศีลได้บุญอย่างนี้ไม่เคยมีพระองค์ก็ต้องเป็นคนอนาถาและขอทานเขามาโดยตรงและฝึกอบรมพระองค์เต็ม พระสติกำลังทุกวิถีทาง เป็นเวลา ๖ ปี ถึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา"
- "ในขณะที่อ่านประวัติของพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสรู้ธรรม รู้สึกอัศจรรย์อย่างยิ่งถึงกับน้ำตาร่วงเช่นเดียวกันเมื่อได้อ่านประวัติของพระสาวกอรหันต์ทั้งหลาย ที่ท่านออกมาจากสกุลต่างๆกันตั้งแต่พระราชามหากษัตริย์มหาเศรษฐีกุฎุมพี พ่อค้า ประชาชน ตลอดคนธรรมดา ท่านกล่าวว่า “…องค์ไหนออกมาจากสกุลใด หลังจากได้รับพระโอวาทจากพระพุทธเจ้าแล้ว ต่างก็ไปบำเพ็ญในป่าในเขาอย่างเอาจริงเอาจัง เดี๋ยวองค์นั้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์อยู่ที่นั่น องค์นั้นสำเร็จอยู่ ในป่านั้นในเขาลูกนั้น ในถ้ำนั้นในทำเลนี้มีแต่ที่สงบสงัด ก็เกิดความเชื่อเลื่อมใสขึ้นมา ทำให้ใจหมุนติ้วเรื่องภายนอกก็ค่อยจืดไปจางไป…”"
- "“…ทีแรกก็คิดจะไปสวรรค์ไปพรหมโลก พออ่านประวัติพระสาวกมากๆเข้า มันไม่อยากไปล่ะสิอยากไปนิพพาน สุดท้ายก็อยากไปแต่นิพพานอย่างเดียวอยากเป็นพระอรหันต์อย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีเปอร์เซ็นต์อื่นเข้ามาเจือปนเลย ทีนี้จิตมันก็พุ่งลงตรงนั้น ลงช่องเดียวความตั้งใจเดิมว่าจะบวชเพียง ๒ พรรษาแล้วละสิกขาลาเพศไปนั้น ค่อยจืดจางลงไปทุกขณะกลับเพิ่มพูนความยินดีในเพศนักบวชมากเข้าไปทุกทีเรื่องธรรมะก็รู้สึกดูดดื่มยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จิตใจก็เปลี่ยนแปลงไป…”"
- "ด้วยเหตุนี้เอง ในระยะต่อมาท่านจึงได้ออกจากบ้านตาดไปศึกษาเล่าเรียนในที่ต่างๆ จนกระทั่งได้ตั้งสัจจอธิษฐานไว้เลยว่า “เมื่อจบเปรียญ ๓ ประโยคแล้ว จะออกปฏิบัติโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ไม่มีข้อแม้ไม่มีเงื่อนไข เพราะอยากพ้นทุกขเ์หลือกำลังอยากเป็นพระอรหันต์นั่นเอง” แต่ถึงกระนั้นก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า “เวลานี้มรรคผลนิพพาน จะมีอยู่เหมือนคร้ังพุทธกาลหรือไม่?” ท่านได้เก็บความสงสัยนี้ฝังอยู่ภายในใจเพราะไม่สามารถจะระบายให้ผู้ใดฟังได้เป็นเหตุให้ท่านมุ่งหวังอยากพบ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งท่านเคยได้ยินชื่อเสียงมานาน และเชื่อมั่นอยู่ภายในใจลึกๆว่า ท่านพระอาจารย์มั่น จะสามารถแก้ข้อสงสัยนี้ได้ ท่านได้ย้ายมาเรียนปริยัติอยู่ที่วัดสุทธจินดา อำเภอเมืองจังหวัดนครราชสีมาแม้มีภาระเรื่องการเรียน แต่ท่านก็ไม่ละทิ้งเรื่องการภาวนายามว่างก็หาโอกาสไปฟังเทศน์ท่านพระอาจารย์สิงห์ขนัตยาคโม ที่วัดป่าสาละวัน อีกด้วย"
- "ยามฟังเทศน์ก็นั่งอยู่ตรงหน้าพระอาจารย์และนั่งนิ่งไม่ไหวติง จนกระทั่งเทศน์จบ จนท่านพระอาจารย์สิงห์ ถึงกับเอ่ยปากชมต่อหน้าพระเณรวา่ “พระหนุ่มองค์นี้ภาวนาดีนะ” เมื่อท่านเข้ามาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯได้มาพักที่วัดบรมนิวาส และได้เรียนบาลีกับ ท่านเจ้าคุณอาจารย์ พิมพ์ธัมมธโร(ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์) ท่านได้กล่าวยกย่องเจ้าคุณอาจารย์ว่า “เป็นเจ้าคุณนักเสียสละ เป็นผู้มีจิตใจกว้างขวางไม่สั่งสม และไม่ตระหนี่ถี่เหนียวในจตุปัจจัยไทยทานต่างๆเลย”"
- "ต่อมาท่านได้เดินทางไปศึกษาปริยัติต่อที่วัดเจดีย์หลวงจังหวัดเชียงใหม่และได้เห็นท่านพระอาจารย์มั่นเป็นคร้ังแรก ท่านเล่าว่า “…เกิดความรู้สึกเลื่อมใสในองค์ท่านขึ้นอย่างเต็มที่ในขณะนั้นว่าเราไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งชาติได้เห็นพระอรหันต์ในคราวนี้แล้ว…” และได้ฟังเทศน์ท่านพระอาจารยมั่นเป็นคร้ังแรก ที่นี่เป็นการเทศน์ในวันวิสาขบูชา ท่านเทศน์อยู่นานถึง ๓ ชั่วโมง"
- "ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ท่านเรียนจบปริยัติที่วัดเจดีย์หลวง นับได้ ๗ พรรษาพอดีโดยสอบได้ทั้งนักธรรมเอกและเปรียญ ๓ ประโยค ในปีเดียวกัน ท่านเล่าว่า “ในช่วงเรียนปริยัติอยู่ ๗ ปีการปฏิบัติไม่ค่อยเต็มที่เท่าใดนัก เป็นเพียงสงบเล็กๆน้อยๆธรรมดาๆ มีเพียง ๓ หน ที่จิตลงถึงขนาดอัศจรรย์เต็มที่ คือลงกึ๊กเต็มที่แล้วอารมณ์อะไรขาดหมดในเวลานั้นเหลือแต่รู้อัน เดียวกายก็หายเงียบเลย..”"
- "ครั้นเมื่อเรียนจบแล้ว ท่านระลึกถึงคำสัตย์ที่ตั้งไว้แต่ต้น จึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อหาโอกาสกราบลาพระเถระผู้ใหญ่อาจารย์ของท่าน พอดีท่านรับนิมนต์ไปต่างจังหวัดจึงถือโอกาสนั้นเข้านมัสการกราบลาสมเด็จ พระมหาวีรวงศ์(ติสโส อ้วน) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาสในขณะนั้น ท่านก็ยินดีอนุญาตให้ไปได้"