อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน…มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 (#1-1-9)
พิพิธภัณฑ์สันตุสฺสโก (ออนไลน์) ที่ nippanang.com (นิพพานัง ดอท คอม)
- พระกรรมฐานกราบแทบเท้าคารวะทำวัตรเทศกาลเข้าพรรษา สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ...มรดกธรรมะป่า
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 (#1-1-9)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "พุทธบริษัทพึงรู้และปฏิบัติอย่างไร" (#1-1-9-1 - #1-1-9-17) [เริ่ม: 21 สิงหาคม 2565 - จบ: 23 สิงหาคม 2565]
- ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์: พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านพระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสฺสโก
- คัดลอกสาระธรรม เรียงร้อย และออกแบบ โดย ดร. ประวรา ธนะปุระ (จิตอาสา)* และสนับสนุนโดย ผู้มีจิตศรัทธา
- เริ่มสร้าง: 21 สิงหาคม 2565 - วันสุดท้ายที่ปรับปรุง: 23 สิงหาคม 2565
- พระธรรมวิสุทธิมงคล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "พุทธบริษัทพึงรู้และปฏิบัติอย่างไร" (#1-1-9)*
- * ข้อมูลอ้างอิง: คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "พุทธบริษัทพึงรู้และปฏิบัติอย่างไร" (#1-1-9-1 - #1-1-9-17)**
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "พุทธบริษัทพึงรู้และปฏิบัติอย่างไร" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "พุทธบริษัทพึงรู้และปฏิบัติอย่างไร" (#1-1-9-1 - #1-1-9-2) [ออนไลน์: 21 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-9-1 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 21 สิงหาคม 2565)
- ภาวะสงครามโลก ก็คือ ความทุกข์ ความพินาศ ฉิบหายของสัตว์โลก นั้นมันเกิดเป็นครั้งเป็นคราว
- ธาตุขันธ์ ใจ กับกิเลสตัณหา เป็นสงครามที่เกิดแก่เราทุกคน มันเกิดอยู่ตลอดเวลา สงครามนี้ใครๆ ก็มี ใครๆ ก็เกิด ปกติมันอยู่กับธาตุกับขันธ์ อยู่กับจิตใจ
- อยู่กับธาตุกับขันธ์ ก็คือ การเจ็บไข้ได้ป่วย ปวดหัวตัวร้อน มีประการต่างๆ ที่เรียกว่า "สงครามจำเพาะตัวใครตัวเรา" ต้องใช้ยาเข้าไปปราบ ถ้ายาถูกมันก็หาย ถ้ายาไม่ถูกมันก็ตาย นี่ก็สงคราม คือสงครามธาตุขันธ์
- สงครามโลก ก็มีเรื่องธาตุกับขันธ์ ทำลายสมบัติเงินทองต่างๆ ทำลายจิตใจของกันและกัน
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-9-2 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 21 สิงหาคม 2565)
- สงครามภายในระหว่างกิเลสกับใจนั้น ก็เป็นทำนองเดียวกัน ถ้าอันนี้ระงับ สงครามโลกก็ไม่เกิด เพราะสงครามภายในใจไม่เกิดชนวน ที่ทำให้เกิดสงครามเพราะกิเลสนี้มีมาก
- เมื่อลุกลามขึ้นมากน้อยเพียงไร ก็แสดงออกมาให้โลกได้เห็นชัดเจน ถ้าสุมอยู่ภายในก็แสดงอยู่ภายในขันธ์ อยู่ภายในจิตใจของแต่ละคน ซึ่งล้วนแต่เรื่องของสงครามทั้งนั้น นี่ควรเรียกว่า "สงครามใต้ดิน" และเป็นสงครามยืดเยื้อเรื้อรังไม่รู้จักสงบและเลิกรากันได้ ถ้าไม่มีธรรมเป็นเครื่องปราบปราม ดังท่านผู้ได้ชัยชนะเคยปราบปรามมาแล้ว
- ดังนั้นสงครามระหว่างใจกับกิเลสนั้น ถ้าไม่มีการแก้ไข ไม่มีการต่อสู้กันเลย ปล่อยให้กิเลสรุกฝ่ายเดียว ก็ไม่มีทางชนะได้ จำต้องปล่อยให้กิเลสเหยียบย่ำทำลายอยู่เรื่อยไปไม่มีจุดหมายปลายทาง ไม่มีที่สิ้นสุดแห่งกองทุกข์ที่มีอยู่ในใจของสัตว์โลก นี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวอยู่มาก
- เพราะฉะนั้นท่านผู้ปฏิบัติธรรม จึงต้องรีบเร่งขวนขวาย ในอันที่จะแก้สิ่งที่เป็นพิษภัยแก่จิตใจของตนให้เบาบางลง การแก้ไขดัดแปลงและถอดถอนนี้ เรียกว่า "การต่อสู้" หรือ "สงคราม" ก็ได้ คือมีการรบ มีการต่อสู้กัน ซึ่งอาจมีได้ทั้งแพ้และชนะ ตามแต่กำลังของฝ่ายใดมีมากกว่ากัน
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "พุทธบริษัทพึงรู้และปฏิบัติอย่างไร" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "พุทธบริษัทพึงรู้และปฏิบัติอย่างไร" (#1-1-9-3) [ออนไลน์: 21 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-9-3 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 21 สิงหาคม 2565)
- อุบายที่จะสู้กับกิเลส ก็คือสติปัญญา เสบียงก็คือความพากเพียรอยู่เสมอ ความอุตส่าห์พยายาม ความอดความทน หนักก็เอาเบาก็สู้ ไม่ถอย นี่คือกองเสบียง เป็นกำลัง สติปัญญาเป็นเครื่องมือระงับดับกิเลสทั้งหลาย ให้เบาบางและหมดไปจากใจ นี่เรียกว่า "การต่อสู้กัน ระหว่างกิเลสกับธรรม"
- ถ้ามีการต่อสู้กัน ก็ต้องมีการแพ้การชนะกัน ถ้าไม่มีการต่อสู้ หมอบราบไปเลยก็เรียกว่า "ยอมแพ้อย่างราบถ่ายเดียว" ความสุข ความภาคภูมิใจที่จะเกิดขึ้นก็ไม่มี มีแต่ความทุกข์ ซึ่งเกิดขึ้นจากอำนาจของกิเลสถ่ายเดียว
- แต่ถ้ามีการต่อสู้กัน แม้จะได้รับความลำบากลำบนในการต่อสู้ เช่นเดียวกับการรบกันในสงครามโลกก็ตาม ก็ยังพอมีทางจะได้ชัยชนะ พอเป็นขวัญใจไปเป็นระยะๆ และมีความสุขใจ จากความเพียรที่ได้อุตส่าห์ต่อสู้กับกิเลสเรื่อยมา
- ถ้าขณะใด เวลาใด วันใด กิเลสมันชนะเรา เราก็ยอมทนทุกข์ทรมานภายในใจ ถ้าเราชนะ เราก็มีความผาสุขเย็นใจ กิเลสแพ้หมอบไปชั่วกาลชั่วเวลา เราก็มีความสะดวกสบายใจ ด้วยการชำระ หรือด้วยการต่อสู้กันโดยวิธีการต่างๆ เช่น เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาไปตามสติปัญญา ซึ่งเป็นอุบายแก้หรือปราบปรามกิเลส
- ถ้ารู้เท่าทันกิเลสมันก็ระงับ และระงับดับลงได้เป็นลำดับๆ ถ้าอุบายไม่ทัน มันก็ทำเราให้ได้รับความทุกข์ ลำบากที่เรียกว่า "เจ็บตัวอยู่ภายใน" แต่มักไม่ผูกโกรธ ผูกแค้นเพื่อแก้มือกับมันต่อไป กิเลสจึงไม่แพ้เอาง่ายๆ และกุมบังเหียนอยู่ตลอดเวลา
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "พุทธบริษัทพึงรู้และปฏิบัติอย่างไร" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "พุทธบริษัทพึงรู้และปฏิบัติอย่างไร" (#1-1-9-4) [ออนไลน์: 22 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-9-4 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 22 สิงหาคม 2565)
- "สรณะ" ของพวกเรา คือ "พุทธัง"** ก็ดี, "ธัมมัง สังฆัง"** ก็ดี" ท่านผ่านการสงครามได้ชัยชนะมาแล้วทั้งนั้น พระพุทธเจ้า รบสงคราม ๖ พระพรรษา ธงชัยถึงปรากฏขึ้นมาเป็น "ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ"** แก่พวกเรา พระสงฆ์สาวก ต่างองค์ก็ต่างเข้าสู่สงคราม ตั้งแต่วันอุปสมบท
- เริ่มแรกตั้งแต่อยู่ในฆราวาสเหย้าเรือน มีความมุ่งมั่นต่ออรรถต่อธรรม ประพฤติปฏิบัติจนถึงได้ออกบวชในพระพุทธศาสนา แล้วตั้งหน้าบำเพ็ญตนเพื่อชำระกิเลส หรือปราบปรามกิเลส ซึ่งมีอยู่ภายในใจให้หมดไปโดยลำดับๆ ในสนามรบ คือป่าเขา ลำเนาไพร ด้วยความเพียร ซึ่งมีประจำอยู่ในอิริยาบถต่างๆ
- อาการแห่งการรบในอิริยาบถต่างๆ นั้น ท่านมักทำอยู่ในป่า ในเขา ร่มไม้ ชายป่า ชายเขา ในถ้ำเงื้อมผา ที่เห็นว่าเหมาะสมกับการรบ หรือการต่อสู้กับกิเลสของแต่ละองค์ๆ ที่จะเลือกหาเอาตามอัธยาศัย
- อุบายวิธีที่สำคัญ คือสติปัญญา มีความพากเพียรเป็นเครื่องสนุบสนุนอยู่ตลอดมา จึงได้ปรากฏองค์เป็น "สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ"** คือ ผู้ชนะในสงครามระหว่าง กิเลสกับจิต หรือระหว่างกิเลสกับธรรม ได้ครองบรมสุขภายในใจ และปราฏกเป็น "สรณะที่สาม" ขึ้นมาเป็นคำว่า "สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ"**
- ทั้ง "สามรัตนะ" นี้ได้ผ่านสงครามมาแล้วอย่างเต็มที่ บางองค์เอาชีวิตเข้าแลกเพราะการต่อสู้ ซึ่งมียากง่ายต่างกัน จึงได้ชัยชนะมา
- ** เขียนเป็นภาษาไทย
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "พุทธบริษัทพึงรู้และปฏิบัติอย่างไร" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "พุทธบริษัทพึงรู้และปฏิบัติอย่างไร" (#1-1-9-5 - #1-1-9-7) [ออนไลน์: 22 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-9-5 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 22 สิงหาคม 2565)
- เราซึ่งเป็นพุทธบริษัท ไม่ได้ก้าวเข้าสู่สงครามเลย มีแต่ยอมแพ้อย่างราบไปตลอดเวลานั้น คำว่า "พุทธบริษัท" ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย! ฉะนั้นเพื่อให้คำว่า "พุทธบริษัท" ซึ่งได้แก่ลูกเต้าเหล่ากอของพระพุทธเจ้ามีความหมายเด่นขึ้น ก็ต้องมีการต่อสู้ด้วยการประพฤติปฏิบัติ ดังเราทั้งหลายมาบำเพ็ญกันอยู่เวลานี้ อันเป็นความชอบธรรมในนามของพุทธบริษัท
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-9-6 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 22 สิงหาคม 2565)
- การมาสู่สถานที่บำเพ็ญนี้ ใครๆ ก็ต้องทราบว่าไม่ใช่ "วิมาน" แต่ทราบกันแล้วว่าเข้ามาสู่สถานที่ลำบากทรมานตน!
- และจะขึ้นสู่ "วิมาน" ตามสมมุตินิยมกัน จะอยู่เหมือนอยู่บ้านอยู่เรือน นอนสะดวกสบาย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของทิพย์นั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ หรือ "ป่า" ในบ้านเราก็ไม่มี เรามาอยู่ในป่านี้อันเต็มไปด้วยสิ่งต่างๆ ที่ไม่พึงปรารถนา เช่น ขวากหนาม ตลอดสิ่งรกรุงรังทั้งหลาย ทุกสิ่งทุกอย่างมักขาดแคลนตามๆ กัน แต่เราก็ไม่เห็น "ว่า" ทำให้เกิดความทุกข์ลำบากภายในใจ
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-9-7 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 22 สิงหาคม 2565)
- เราตั้งหน้าประพฤติปฏิบัติกำจัดกิเลสซึ่งมีอยู่ภายในใจ ด้วยความรื่นเริงบันเทิงและความพออกพอใจ ชื่อว่าเราดำเนินตามรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า และชื่อว่าเราเป็น "ผู้กำลังรบ" ในสงคราม ระหว่างกิเลสกับธรรม โดยถือใจเป็นสนามรบ ข้าศึกและธรรม มีอยู่ที่ใจนี้ทั้งสองอย่าง ธรรมก็มีอยู่ที่ใจ กิเลสก็มีอยู่ที่ใจ การรบกันก็รบที่นี่
- ฉะนั้นในขณะที่รบพุ่งชิงชัยกับกิเลส จิตใจจึงรู้สึกว่ามีความทุกข์ลำบากเป็นธรรมดา เพราะเป็นสนามรบของกิเลสและธรรม ซึ่งรบกันอยู่ในสถานที่นี้
- เรายอมรับในเรื่องความลำบากลำบน ผลที่จะพึงเกิดขึ้นจากความลำบาก เพราะความพากเพียรในการรบกับกิเลสก็คือ "ความสงบสุขภายในใจ" ในวาระต่อไป
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "พุทธบริษัทพึงรู้และปฏิบัติอย่างไร" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "พุทธบริษัทพึงรู้และปฏิบัติอย่างไร" (#1-1-9-8 - #1-1-9-12) [ออนไลน์: 22 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-9-8 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 22 สิงหาคม 2565)
- เมื่อมีความท้อแท้อ่อนแอเกิดขึ้น หรือมีความท้อถอย มีความอิดหนาระอาใจ ต่อความพากเพียรเกิดขึ้น พึงระลึกถึง "ธงชัยของพระพุทธเจ้า" ท่านเขียนไว้ในสูตร ว่า
- "อิติปิโส ภะคะวา"** หรือ "อะรัญเญ รุกขะมูเล วา สุญญาคาเร วะ ภิกขะโว"** ที่ท่านสอนพระว่า "เธอทั้งหลาย ไปอยู่ในรุกขมูลร่มไม้ก็ดี ในเรือนว่างก็ดี หากมีความขลาดความกลัวเกิดขึ้น พึงระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้เป็นบรมศาสดา น้อมเข้ามาให้สนิทติดแนบอยู่กับใจแล้ว ภัยทั้งหลายก็จะหายไป คือความกลัวที่เกิดขึ้นภายในจิตใจนั้น จะค่อยเบาและหายไป" ท่านว่า
- "โน เจ พุทธัง สะเรยยาถะ, อะถะ ธัมมัง สะเรยยาถะ"** หากระลึกถึงพระพุทธเจ้า ความกลัวภัยนั้นยังไม่หายไป ก็ให้พึงระลึกถึงพระธรรม แล้วภัยทั้งหลายจะระงับไป หรือความกลัวซึ่งมีอยู่ภายในใจจะหายไป เมื่อระลึกถึงพระธรรม ความกลัวยังไม่หายไป พึงระลึกถึงพระสงฆ์เถิด ภัยทั้งหลายจะหายไป"
- "นี่เป็นหลักยึดของใจที่จะให้เกิดชัยชนะ ให้เกิดความมั่นใจ ให้เธอทั้งหลายยึดนี้เป็นหลักใจ"
- "เมื่ออยู่ในสถานที่เปลี่ยว เช่น รุกขมูลร่มไม้ หรือเรือนว่าง ในป่าในเขาที่ใดก็ตาม พึงยึดถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ที่เป็นรัตนะใดก็ตาม เป็นหลักภายในจิตใจ พวกเธอทั้งหลายจะมีชัยชนะ ความหวาดกลัวทั้งหลายจะไม่เข้ามาราวีจิตใจ และถึงชัยชนะไปโดยลำดับ" นี่เป็นพระโอวาทของพระพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนพระในครั้งพุทธกาล
- ** เขียนเป็นภาษาไทย
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-9-9 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 22 สิงหาคม 2565)
- ครั้งพุทธกาลกับครั้งนี้ ก็คือ พระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน เราก็คือ พุทธบริษัท ซึ่งเป็นคนเช่นเดียวกันกับครั้งพุทธกาล การระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งเป็น "องค์รัตนะ" อันเดียวกัน จึงเป็นการเหมาะสมตลอดมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้
- เราจะอยู่ในสถานที่ใด หากว่าเกิดความท้อแท้อ่อนแอขึ้นมา ให้ระลึกถึงปฏิปทาของพระพุทธเจ้าที่ทรงดำเนินมา ท่านดำเนินอย่างไร ท่านถึงได้เป็น "พระศาสดา"? ท่านดำเนินด้วยความท้อแท้อ่อนแอ ดำเนินด้วยความท้อถอยอย่างนี้ หรือดำเนินแบบไหน?
- พึงระลึกอย่างนี้เสมอ เมื่อเอาท่านผู้ดี ผู้มีชัยชนะ มาเป็นที่ระลึก จิตใจเราย่อมคืบหน้า หรือคล้อยตามนั้น ไม่ให้กิเลสหรือความท้อแท้อ่อนแอ ฉุดลากไปได้ง่ายๆ และระลึกถึงพระธรรม หรือพระสงฆ์ เป็นหลักยึด
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-9-10 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 22 สิงหาคม 2565)
- "พระธรรม" ท่านว่า "เป็นของประเสริฐเลิศโลก" ความขี้เกียจอ่อนแอ ความท้อถอยเหล่านี้ เป็นของประเสริฐหรือไม่ เราทำไมจึงคล้อยตามและเชื่อถือและพอใจกับความขี้เกียจมักง่าย ความอ่อนแอนี้หนักหนา!
- "ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นของประเสริฐแล้ว โลกที่เต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้ ทำไมจึงไม่ประเสริฐเล่า?"
- "เราควรจะยึดอันใดเป็นหลัก และควรจะปล่อยอันใด ยึดอันใด?" อันเป็นความถูกต้องเหมาะสมกับเราผู้เป็นนักรบ
- เมื่อเหตุผลเครื่องยืนยันพร้อมแล้ว ใจก็ต้องปล่อยสิ่งที่ไม่ดี และยึดความเข้มแข็งอันเป็นของดี เพื่อเข้าถึงธรรม อันเป็นของประเสริฐให้มั่นคงยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-9-11 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 22 สิงหาคม 2565)
- "สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ"** ของพวกเราท่านท้อแท้อ่อนแอหรือ ความท้อแท้อ่อนแอนี่กับ "สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ"** เข้ากันได้ไหม ความท้อแท้อ่อนแออันเป็นเรื่องของกิเลส เป็นเครื่องทำลาย "สรณะ" ซึ่งมีอยู่ภายในจิตใจให้สูญไปเหล่านี้ เป็นเครื่องเตือนตัวเอง พร่ำสอนตัวเอง เพื่อต่อสู้กันระหว่างกิเลสกับธรรม หรือกิเลสกับสติปัญญา
- ** เขียนเป็นภาษาไทย
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-9-12 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 22 สิงหาคม 2565)
- ความโง่เขลา คือกิเลส แต่มันฉลาดสำหรับกล่อมคนให้เคลิบเคลิ้มหลับ ตัวมันเองไม่โง่ แต่คนที่ไปเชื่อมันนั้นโง่ คนที่เชื่อมันก็หยาบ คนที่เชื่อมันก็ขี้เกียจอ่อนแอถอยหลัง
- แต่คนที่เชื่อ "ธรรม" ย่อมแก้สิ่งเหล่านี้ออกได้ แล้วขยับตัวเลื่อนฐานะของจิตขึ้นโดยลำดับๆ เพราะฉะนั้นการเชื่อธรรมจึงจะทำให้เรามีคุณค่า มีสาระขึ้นไปโดยไม่มีขอบเขตจำกัด
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "พุทธบริษัทพึงรู้และปฏิบัติอย่างไร" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "พุทธบริษัทพึงรู้และปฏิบัติอย่างไร" (#1-1-9-13 - #1-1-9-15) [ออนไลน์: 23 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-9-13 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 23 สิงหาคม 2565)
- การปฏิบัติธรรมมีความลำบากมากแต่ครั้งพุทธกาลมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมเดินทางสายเดียวกัน เพราะการสู้รบกับกิเลส ซึ่งเป็นสิ่งเหนียวแน่นและฝังลึกภายในใจ จะเอาความสะดวกสบายมาจากที่ไหน
- แม้แต่การทำงานธรรมดาก็ยังลำบาก การต่อสู้กับกิเลส ซึ่งเป็นสิ่งเหนียวแน่นทนทานที่สุดภายในใจ และเป็นสิ่งที่ถือกรรมสิทธิ์ในหัวใจคนมานาน ทั้งเคยเป็น "ศาสดาจารย์ ของวัฏจักร" นี้มาไม่รู้กี่กัปกี่กัลป์ในใจดวงหนึ่งๆ เราจะกำจัดปัดเป่าหรือชำระมันออกได้อย่างง่ายดายเหมือนปลอกกล้วยได้อย่างไร
- เพราะกิเลสไม่ใช่กล้วยพอจะปอกกันได้ง่ายๆ นี่ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงต้องตะเกียกตะกาย จึงต้องพยายามสุดกำลังความสามารถ ทั้งสติปัญญา ทั้งความพากเพียรด้านต่างๆ ที่จะให้เป็นไปตามอรรถตามธรรม เพื่อสิ่งเหล่านี้จะได้ลดน้อยและหมดสิ้นไป ความสุข ความสำราญบานใจปรากฏขึ้นแก่เรา
- ผู้ดำเนินตามหลักธรรมแห่งพุทธบริษัทอันเป็นหลักใหญ่ที่เราจะพึงดำเนิน พึงระลึกไว้เสมอในการปฏิบัติธรรม เพราะกิเลสนั้นคอยกระซิบหลอกอยู่ตลอดเวลา นั่ง นอน ยืน เดิน ในอิริยาบถใด กิเลสจะต้องคอยกระซิบตามอุบายของมันอยู่เสมอ
- ถ้าผู้ปฏิบัติประมาทนอนใจ ผลิตธรรม หรือสติปัญญาไม่ทัน ก็จะต้องคล้อยตามกิเลส และหลงไปโดยไม่รู้สึกตัว
- ถ้าอาศัยสติปัญญาอยู่เสมอ อะไรกระซิบขึ้นมา เป็นเรื่องของกิเลสเราก็ทราบ เป็นเรื่องของธรรมเราก็ทราบ พอมีทางแก้ไขหรือหลบหลีกกันไปได้
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-9-14 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 23 สิงหาคม 2565)
- พระพุทธเจ้าก็ดี พระสาวกทั้งหลายก็ดี ท่านสมบุกสมบันลำบากตรากตรำมาจนสุดชีวิตจิตใจแทบจะไปไม่รอด แต่ก็หลุดพ้นมาได้เพราะความเพียรกล้าไม่ล่าถอย จึงนับว่าเป็น "พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ"** ของพวกเรา ที่องอาจกล้าหาญเหนือ "ไตรภพ" เรียนจบกลมารยาของกิเลสทั้งสามโลกธาตุ
- เราผู้ดำเนินตามท่านซึ่งอยู่ในแนวรบอันเดียวกัน ก็ต้องมีความลำบากลำบนเป็นธรรมดา แต่ไม่ยอมถอย บางครั้งต้องเอาชีวิตเข้าประกันเลย เป็นก็เป็น ตายก็ตาย แต่สิ่งที่มุ่งหมายนั้น อย่างไรก็ต้องให้ติดมือมา ไม่ติดมือมาก็ให้ตายในสนามรบ ถ้าไม่ตายก็ให้ได้ชัยชนะ บางครั้งต้องเป็นอย่างนั้น สำหรับผู้ต้องการธรรมอันประเสริฐมาครองใจ
- ถ้าเอาความอ่อนแอมาเป็นหลัก มาเป็นเครื่องยึด เช่นที่เคยเป็นอยู่แล้ว ก็เป็นอย่างเราๆ ท่านๆ ไม่มีใครผิดแผกแปลกต่างจากใคร เพราะสิ่งเหล่านี้มันมีเหมือนกัน มันเป็นสิ่งจอมปลอม หลอกลวงเหมือนกัน คนจึงเป็นเหมือนๆ กัน ไม่มีใครดียิ่งกว่าใครไปได้ ถ้าไม่แก้สิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่จอมปลอมนี้ออกไปจากใจได้ ใจจะหาความเด่นดวงไม่ได้เลย
- ** เขียนเป็นภาษาไทย
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-9-15 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 23 สิงหาคม 2565)
- จิตนี้อยู่กับตัว คือความรู้ รู้อยู่กับตัว กิเลสก็แทรกอยู่กับความรู้นี้ และคอยกระซิบ ความรู้นี้ให้เป็นไปต่างๆ ในแง่ที่เป็นไปในทางต่ำเสมอ
- สติปัญญาเป็นเครื่องกำจัด เป็นเครื่องกั้นกางกีดขวางสิ่งเหล่านี้ ที่เป็นของไม่ดีให้ผ่านพ้นออกไปได้ จิตใจจะได้สว่างกระจ่างแจ้งเด่นดวงขึ้นโดยลำดับๆ มองเห็นอรรถเห็นธรรม มองเห็นทุกข์ว่าเป็นทุกข์ มองเห็นสุขว่าเป็นสุข มองเห็นสาระว่าเป็นสาระ มองเห็นสิ่งที่ไร้สาระว่าเป็นของไร้สาระโดยความจริง และประสบพบเห็นความสุขความเจริญภายในใจ
- นี่เป็นหลักใหญ่แห่งการประพฤติธรรม ท่านเคยประพฤติมาอย่างนี้ เราก็ต้องประพฤติอย่างนี้ เพราะทางดำเนินเพื่ออรรถเพื่อธรรม ก็ต้องเหยียบย่ำทำลายหรือฝ่าฝืนกิเลส
- คำว่า "กิเลส" ก็เหมือนขวากหนาม ต้องคอยทิ่มแทงเราอยู่เสมอ การแก้ไขกิเลสจึงเป็นการลำบากบ้างเป็นธรรมดา แต่ไม่ควรจะถือเอามาเป็นอุปสรรค
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "พุทธบริษัทพึงรู้และปฏิบัติอย่างไร" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "พุทธบริษัทพึงรู้และปฏิบัติอย่างไร" (#1-1-9-16 - #1-1-9-17) [ออนไลน์: 23 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-9-16 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 23 สิงหาคม 2565)
- "ความตาย" นั้นน่ะ "ขวางหน้า" อยู่แล้วด้วยกันทุกคน! เราอยู่ด้วยกัน เฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้ ก็ล้วนมีความตายเต็มตัวด้วยกัน ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่ากัน ความตายเต็มร่างกาย และทุกวินาทีที่เรามานั่งอยู่ที่นี่ ก็เรียกว่า "ก้าวไปทุกชั่วโมง" กาลเวลากินเข้าไปเรื่อยๆ เป็นวินาที เป็นนาที เป็นชั่วโมง เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี เข้าไป เข้าไปจนถึงจุดแห่งความตาย แล้วก็ตายได้ด้วยกัน
- อยู่ด้วยกัน แม้จะรักชอบกันขนาดไหน ความตายมันก็ไม่ได้ไว้หน้าใครทั้งนั้น ถึงกาลแล้วก็ต้องพลัดพรากจากกันไป ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนว่า
- "สัพเพ สัตตา"** อันว่าสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้ร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น
- "อะเวรา โหนตุ"** จงอย่าได้คาดเวร จงอย่าได้มีเวรแก่กันและกัน
- "อัพพะยาปัชฌา โหนตุ"** จงอย่าได้พยาบาท อาฆาต อย่าได้เบียดเบียนกัน
- "อะนีฆา โหนตุ สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ"** จงอย่าได้เกลียดหน่าย ชังกัน จงทำตนไปสู่ความสุขโดยทั่วกันเทอญฯ
- ที่ท่านสอนให้สัตว์ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ให้เห็นอกเห็นใจกัน ให้มีความเมตตาสงสารซึ่งกันและกัน เพราะอย่างไรก็เหมือนสัตว์ที่เขาตีตราไว้แล้วนั่นน่ะ เห็นเขาใส่รถไปก็ดี ไล่ไปก็ดี ตามถนนหนทาง เขาตีตราไว้แล้ว "โอ้ สัตว์ตัวนี้จะตายวันนั้น สัตว์ตัวนี้จะตายวันพรุ่งนี้" เขาบอกไว้แล้ว และตีตราส่งออกมาเรื่อยๆ จากนั้นก็ไล่เข้าโรงฆ่าสัตว์ ชีวิตเป็นอัน "จบกัน" ที่นั่น!
- พวกเราเขาก็ตีตราไว้แล้ว จะว่าอย่างไร คนนี้วันนั้น คนนั้นเดือนนั้น คนนั้นปีนั้น ตีตราไว้หมด เป็นแต่เพียงตรานี้ไม่เหมือนกับตราที่เขาตีกับวัว กับหมู กับสัตว์ต่างๆ เท่านั้น คนและสัตว์ก็มีตราหมดทุกตัวอยู่แล้ว จึงไม่ควรประมาท ควรรีบเร่งขวนขวายบำเพ็ญเสียแต่บัดนี้!
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-9-17 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 23 สิงหาคม 2565)
- คุณงามความดีเป็นสมบัติของเรา ร่างกายนั้นมอบให้เป็นสมบัติของ "พระยามัจจุราช" คือ ความแตกความสลาย ความตาย ปล่อยให้เขาไป!
- อย่าไปเสียดาย อย่าไปหึงหวง หึงหวงก็เป็นความลำบากลำบนไปเปล่าๆ ปล่อยตามความเป็นจริงนั้นๆ เป็นความสะดวกสบาย สมกับผู้เรียนธรรม ให้รู้ตามเป็นจริง ปล่อยให้เป็นไปตามสภาพของ "โลกอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา"
- ในตัวของเรานี้เป็น "โลกของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา"! ปล่อยลงตามสภาพของเขา ด้วยสติปัญญาที่พิจารณาเห็นชอบแล้ว จิตใจเราก็ปล่อยวาง ไม่เห็นต้องยุ่งเหยิงกับภาระอันหนัก ซึ่งเป็นสมบัติของ "โลกไตรลักษณ์" หรือ "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา"
- จิต ที่เรียนรู้รอบตัวแล้วก็ไม่หนักใจ มีแต่ความเบาบาง สว่างกระจ่างแจ้ง สลัดปัดทิ้งสิ่งพัวพันได้หมด จิตก็เป็น "วิมุตติ" คือความหลุดพ้นจาก "โลกไตรลักษณ์" นั่นแลท่านเรียกว่า "นิพพาน" จะเรียกอะไรก็ได้ พอถึงขั้นนั้นแล้วสบายทั้งนั้นแหละ ฉะนั้นขอให้ทุกๆ ท่านนำไปประพฤติปฏิบัติ
- เอาละขอยุติแต่เพียงเท่านี้

