อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน…มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 (#1-1-5)
พิพิธภัณฑ์สันตุสฺสโก (ออนไลน์) ที่ nippanang.com (นิพพานัง ดอท คอม)
- พระกรรมฐานกราบแทบเท้าคารวะทำวัตรเทศกาลเข้าพรรษา สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ...มรดกธรรมะป่า
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 (#1-1-5)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "ศาสนาเท่านั้นชำระใจสกปรก" (#1-1-5-1 - #1-1-5-14) [เริ่ม: 12 สิงหาคม 2565 - จบ: 14 สิงหาคม 2565]
- ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์: พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านพระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสฺสโก
- คัดลอกสาระธรรม เรียงร้อย และออกแบบ โดย ดร. ประวรา ธนะปุระ (จิตอาสา)* และสนับสนุนโดย ผู้มีจิตศรัทธา
- เริ่มสร้าง: 12 สิงหาคม 2565 - วันสุดท้ายที่ปรับปรุง: 14 สิงหาคม 2565
- พระธรรมวิสุทธิมงคล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "ศาสนาเท่านั้นชำระใจสกปรก" (#1-1-5)*
- * ข้อมูลอ้างอิง: คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "ศาสนาเท่านั้นชำระใจสกปรก" (#1-1-5-1 - #1-1-5-14)**
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "ศาสนาเท่านั้นชำระใจสกปรก" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "ศาสนาเท่านั้นชำระใจสกปรก" (#1-1-5-1 - #1-1-5-4) [ออนไลน์: 13 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-5-1 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 13 สิงหาคม 2565)
- ศาสนธรรมเปรียบเหมือนกับน้ำที่สะอาดสำหรับชำระล้างสิ่งสกปรก ซึ่งมีอยู่ภายในกาย วาจา ใจ ของมนุษย์เรา ใจที่พร้อมด้วยการเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ภายในตัว ชื่อว่า "ใจที่สกปรก" จึงต้องชำระล้างด้วยศาสนธรรม ซึ่งเป็นของคู่ควรกัน
- การสร้างคุณงามความดีทั้งหลาย เปรียบเหมือนกับการชะล้างตนให้สะอาด การฝึกหัดสติปัญญา เครื่องแก้ใจ ก็ชื่อว่าการชะล้างตน คือใจให้สะอาด เพราะคำว่า "ศาสนธรรม" ต้องรวมสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน เพื่อชะล้างใจให้สะอาด ด้วยกรรมวิธีหลายอย่าง
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-5-2 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 13 สิงหาคม 2565)
- ผ้าที่ไม่สะอาดก็ไม่น่านุ่งน่าห่ม อะไรๆ ก็ตามที่ไม่สะอาดก็ไม่น่าดู ถ้วยชามเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ที่ไม่สะอาดก็ไม่น่าใช้ จึงต้องชำระล้างให้สะอาด ก่อนที่จะนำมานุ่งห่มใช้สอย
- จิตใจเป็นของสกปรกไม่สะอาดมาดั้งเดิม นั่นเป็นพื้นฐานแห่งความไม่สะอาดที่มีมากับจิต ความไม่สะอาดนี้ พาให้เกิดความทุกข์ ความลำบาก ในภพน้อย ภพใหญ่ ขึ้นอยู่กับความไม่สะอาดนี้เป็นมูลฐานของใจ การชำระได้มากน้อยก็ชื่อว่าตัดความทุกข์ หรือย่นทางแห่ง "วัฏทุกข์" ให้สั้นเข้ามาเป็นลำดับ
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-5-3 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 13 สิงหาคม 2565)
- คำว่า "เกิด แก่ เจ็บ ตาย" ก็คือ สายธารแห่งทุกข์ ความลำบาก น้อยใหญ่ ทั้งหลายนั่นเอง ถ้าเราสามารถเก็บกวาดเอาภพชาติของเรา ที่เคยเกิด แก่ เจ็บ ตาย มาในวัฏฏะนี้ แม้เพียงคนเดียวเท่านั้นมารวมเป็นกองไว้ให้เราเป็นคนดูกองภพกองชาติของตน จะไม่มีอะไรที่น่ากลัวยิ่งกว่าดูภพชาติ หรือดูซากของตัวเองที่เคยเกิด แก่ เจ็บ ตาย มากี่กัป กี่กัลป์ นับไม่ถ้วน ซึ่งรวมมาอยู่ในกองเดียวกันนั่นเลย
- ในกองภพชาตินั้น ไม่ใช่จะมีเพียงซากมนุษย์ที่เราเคยเกิดเป็นมนุษย์มาแล้วตายนั้นเลย จะมีซากอะไรต่ออะไรบ้างเต็มไปหมด ที่ไม่เคยเห็นเลย ก็จะได้เห็นในกองซากแห่งภพชาติของตนที่นำมากองไว้นั้น ซึ่งเป็นของบุคคลผู้เดียวเท่านั้น
- สิ่งน่ากลัวของปราชญ์ท่าน คือ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในภพน้อย ภพใหญ่ ซากใหม่ ซากเก่า ของคนๆ เดียว ถ้ายิ่งหลายซาก หลายคนมารวมกันเข้า จะเป็นอย่างไรบ้าง คิดดูเอาเอง
- สิ่งเหล่านี้นักปราชญ์ผู้ฉลาดท่านกลัวกัน แต่สัตว์และพวกเรากลับไม่สะดุดใจและกลัวกัน จึงโดนเอา โดนเอา แต่สิ่งที่ไม่กลัวนั้นแล ประจำภพชาติเรื่อยมา!
- ไม่มีอะไรที่จะน่ากลัวยิ่งกว่าดูภพชาติ กองภพกองชาติของเรา "และซากผีของเรา!" เราไปกลัวกันแต่ผีภายนอก ไอ้ซากผีที่เป็นเรื่องของตัวเอง ซึ่งออกแสดงตัวในภพในชาตินั้นๆ แล้วรวมตัวเข้ามากองให้เราเห็น เราไม่ค่อยประมวลมา พอให้กลัวกันสักชั่วขณะจิตบ้าง พอให้ความลืมตัวเบาบางลง คุณธรรมจะพอมีทางลอดเข้าสู่จิตใจบ้าง เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วจะไม่มีความกลัวใดในโลก ที่จะกลัวมากยิ่งไปกว่าความกลัวซากของเจ้าของที่เกิดตาย เกลื่อนอยู่จนสุดสายตาที่ตนมองดูได้
- พระพุทธเจ้าผู้ทรงสั่งสอน ท่านทรงรู้ทรงเห็นถึงขนาดนั้นแล้ว จึงทรงนำเรื่องเหล่านั้นมาสอนพวกเราให้เห็นภัย ให้เห็นเรื่องของตัวเอง ว่าทุกข์ยากลำบากอย่างใดในภพชาติหนึ่งๆ ความเข็ดหลาบในการ เกิด ตาย ก็จะเป็นคุณธรรมอันมีค่าขึ้นมาภายในใจ เพื่อหาทางออกให้พ้นไป
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-5-4 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 13 สิงหาคม 2565)
- ความเห็นว่า "ตายแล้วสูญ" มีจำนวนมาก เพราะไม่เห็นและสุดวิสัยที่จะเชื่อว่ามันมี แม้เช่นนั้น ก็ควรจะเชื่อท่านผู้รู้ผู้ฉลาด ดังที่เราทั้งหลายปฏิบัติบำเพ็ญอยู่นี้ ก็ชื่อว่า "เป็นผู้เชื่อท่านผู้รู้ผู้ฉลาดแนะนำไว้" เพราะปราชญ์ทั้งหลายท่านมองเห็นการณ์ไกลหรือท่านมี "ตาใจ" อันสว่างแหลมคม ได้แก่พระญาณของพระพุทธเจ้า เป็นต้น ที่ทรงพระนามว่า "โลกวิทู" รู้แจ้งเห็นจริงโลกโดยตลอดทั่วถึง ทรงรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง รู้เรื่องภพเรื่องชาติของสัตว์โลก ว่าเกิดที่นั่น ตายที่นี่ ตลอดความเป็นมามากน้อย ถึงเราจะไม่รู้ หรือจำไม่ได้ก็ตาม จงประมวลลงมาสู่วงปัจจุบันที่เป็นอยู่เวลานี้ ว่าผู้นี้แลที่เคยเป็นนักโทษที่ถูกคุมขังในภพชาติต่างๆ มาแต่ก่อน จนมาถึงปัจจุบัน
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "ศาสนาเท่านั้นชำระใจสกปรก" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "ศาสนาเท่านั้นชำระใจสกปรก" (#1-1-5-5 - #1-1-5-7) [ออนไลน์: 13 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-5-5 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 13 สิงหาคม 2565)
- เอ้า! จงฝึกทรมานกันอยู่ตรงนี้ พยายามแก้ไข ถอดถอนตัวเป็นพิษเป็นภัย ที่คอยแสดงออกอยู่ทุกเวลาภายในใจเรานี้ ด้วยสติปัญญาของเรา จงค้นคิดให้รู้ให้เห็นสิ่งเป็นทุกข์ ที่เคยเป็นมาในธาตุในขันธ์** จงประมวลมาในธาตุในขันธ์ของเรานี้ เวลานี้มีทุกข์มากน้อยเพียงไร ตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งบัดนี้
- ธาตุขันธ์อันนี้เคยแสดงความทุกข์มามากน้อย ก็เต็มธาตุเต็มขันธ์ เต็มตัวตลอดมา ไม่มากยิ่งกว่านี้ ไม่น้อยยิ่งกว่านี้ แต่มีอยู่อย่าง "เต็มตัวเต็มใจ" เรื่อยมา จึงไม่น่าสงสัยในเรื่องทุกข์ที่จะเป็นไปข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง ก็เป็นทำนองที่เป็นอยู่นี้เอง ที่เป็นมาแล้วก็เป็นทำนองนี้ มากกว่านั้นก็เป็นสัตว์ต่ำต้อย ที่อาภัพวาสนา อาจมีมากกว่าที่เราเป็นอยู่เวลานี้
- ** "ขันธ์ 5คืออะไร" -- อ้างอิง. อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "ศาสนาทำให้คนต่างจากสัตว์" | คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-6-10 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 16 สิงหาคม 2565)
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-5-6 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 13 สิงหาคม 2565)
- จงประมวลมาในธาตุในขันธ์ของเรานี้ว่า กองทุกข์ทั้งมวลมีสาเหตุมาจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นี้แลเป็นสำคัญ คือ เรื่องของกิเลสตัณหาอาสวะทั้งมวลนี้แหละ เป็นสาเหตุที่พาให้ไปเกิดไปตายอยู่ในที่ต่างๆ ในภพชาติต่างๆ จงประมวลลงมาในจิตใจดวงเดียวนี้ให้ได้ พยายามแก้ไขที่ตรงนี้
- จิตกับธาตุขันธ์ คละเคล้ากันอยู่ตามหลักธรรมชาติของมัน ซึ่งมีกิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดไว้ เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณา**สิ่งเหล่านี้ คือ ธาตุขันธ์ของเราให้ชัดเจนด้วยสติปัญญาจริงๆ เพื่อความปล่อยวาง นี่เป็นหลักใหญ่
- จิตเป็นเจ้าตัวการ เนื่องจากความลุ่มหลงของตัวพาให้เป็นเช่นนั้น จึงต้องได้อบรมจิตใจให้มีความเฉลียวฉลาดด้วยสติปัญญา
- พระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลาย ท่านอาศัยธาตุขันธ์นี้เป็นปุ๋ย หรือเป็น "หินลับปัญญา" ให้คมกล้าสามารถ เมื่อพิจารณาสิ่งเหล่านี้ จนรู้รอบขอบชิดแล้ว ความพ้นทุกข์ก็ไม่ต้องบอก
- ** การพิจารณาแบบธรรม หรือการดูแบบธรรม
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-5-7 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 13 สิงหาคม 2565)
- พระพุทธเจ้า และพระสาวกทั้งหลาย ท่านเกิดความฉลาดแหลมคม และสลัดปัดทิ้งสิ่งทั้งมวลที่โลกหึงหวงได้ ด้วยการดูแบบธรรม ดูให้ชัดด้วยปัญญา และดูด้วยความจดจ่อต่อเนื่องกัน ดูด้วยสติ คลี่คลายด้วยปัญญา พิจารณาหาความจริงจากสิ่งนั้นๆ ก็เห็นชัดซึ่งความจริง จากสิ่งนั้นๆ ไม่สงสัย เพราะอุบายต่างๆ ต้องเกิดขึ้นจากการดูในลักษณะนี้
- "สติ" พยายามฝึกฝนอบรมให้มี คือ พยายามตั้งสติให้ใกล้ชิดกับตัว ให้อยู่กับตัวนี้ตลอดเวลา
- "ปัญญา" ใช้ความพินิจพิจารณา โดยถือเอากองทุกข์จากธาตุขันธ์อันนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ พิจารณา และเป็น "หินลับ" ปัญญาอยู่ในตัว "จิตใจ" จะได้มีความฉลาดผ่องใสโดยอาศัยธาตุขันธ์ ซึ่งถือว่าเป็นกองทุกข์นี้เป็นปุ๋ยเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ ด้วยการพิจารณาโดยทางปัญญา
- ดูมันทุกระยะทุกขณะ พิจารณาถึงความตั้งขึ้นมาเป็นรูป เป็นกาย เป็นหญิง เป็นชาย และกำหนดพิจารณาถึงความเสื่อมสลายลงไปแห่งธาตุขันธ์นี้ ที่เรียกว่า "ความเกิดขึ้น ความดับไป" หรือความตาย ความสลายลงไป จนมีความชำนิชำนาญ ไม่นับ "เที่ยว" ของการพิจารณา แต่ถือเอาความชำนาญ ความคล่องแคล่วของจิตใจ ซึ่งได้เห็นสิ่งเหล่านี้ตามหลักความจริงอย่างจริงใจเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นผลเกิดขึ้นจากการพิจารณา
- ถ้าดูตามแบบธรรมแล้ว ต้องดูให้รู้เห็นตามความจริง และมีอยู่ภายในตัวเรา แม้มันยังไม่แตก กำหนดให้มันแตกได้ด้วยสติปัญญา จงกำหนดให้แตกลงไปและตั้งขึ้นมา มีผสมกันขึ้นมาเป็นรูปเป็นกาย แล้วสลายตัวลงไปเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ ตามเดิม ซึ่งเป็นหลักธรรมชาติของสิ่งเหล่านี้
- ถ้าดูอย่างผิวเผินแบบสุกเอาเผากิน ดูสักแต่ว่าดู ดูแบบโลกๆ ดูแบบจดจำ ดูสักแต่ว่าดูก็ไม่เกิดปัญญา นอกจากจะเกิดความทุกข์ รำคาญ เท่านั้น เพราะนั่นเป็นเรื่องของโลก ดูแบบโลกกับดูแบบธรรมผิดกันมาก ไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะมันเป็นแบบโลกไปเสีย ไม่ใช่แบบธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงรับรองมาแล้ว ด้วย "สวากขาตธรรม"
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "ศาสนาเท่านั้นชำระใจสกปรก" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "ศาสนาเท่านั้นชำระใจสกปรก" (#1-1-5-8 - #1-1-5-12) [ออนไลน์: 14 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-5-8 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 14 สิงหาคม 2565)
- จิตเมื่อถึงเวลากล้าหาญ ก็กล้าหาญเต็มที่ เช่นเดียวกับความขี้ขลาด ความหวาดกลัวนั้นแล ไม่ผิดอะไรกัน เวลากลัวก็กลัวมากที่สุด สิ่งที่โลกกลัวกันก็คือความตาย ไม่มีสัตว์ตัวใดจะกล้าหาญต่อความตายนี้เลย ทั่วโลกดินแดนมีความตายเป็นสำคัญ ที่ยังจิตของสัตว์โลกให้กระทบกระเทือนชอกช้ำอย่างหนัก ด้วยความกลัวตายนี้แล
- เมื่อพิจารณาความตายให้เห็นชัดเจนตามความจริง และตามส่วนไปโดยลำดับแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่จะกล้าหาญยิ่งกว่าใจ เมื่อรู้เรื่องความตายประจักษ์ใจแล้วย่อมเกิดความกล้าหาญขึ้นมาเอง เพราะการหลงเรื่องความตาย ทำให้เกิดความกลัว ความรู้เรื่องความตายทำให้เกิดความกล้าหาญขึ้นมาในลักษณะเดียวกัน เพราะเป็นคู่กัน หรือเป็นคู่แข่งกัน
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-5-9 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 14 สิงหาคม 2565)
- ความกลัว กับ ความกล้า เป็นคู่แข่งขันในเวลาเดินทาง คือการปฏิบัติ หรือกำลังปฏิบัติอยู่ แต่เมื่อพ้นจากการแข่งขันทั้งสองนี่แล้ว ความกลัวก็ไม่มี ความกล้าก็ไม่มี เพราะใจพ้นไปแล้ว ก็ไม่ทราบจะกล้าจะกลัวหาอะไรอีก ความกลัวจึงหมด ความกระทบกระเทือนความกระเพื่อมขุ่นมัวของใจจึงไม่มี
- ความกลัวคือ ความกระเพื่อม ความเขย่าจิตใจชนิดหนึ่ง ความไม่กล้าไม่กลัวเพราะความรู้รอบคอบโดยสมบูรณ์แล้ว ไม่มีสิ่งใดมากระทบกระเทือน ไม่มีความกระเพื่อมของจิตใจเลย เป็นสภาพที่ปกติ หรือจริงล้วนๆ มันผิดกันอย่างนี้
- ในภูมินี้ ก็เกิดจากการพิจารณาความกลัวก่อน จนเกิดความกล้าหาญขึ้นมา ถัดจากนั้นแก้ได้ทั้งสอง คือ ความกลัวก็แก้ได้ ความกล้าก็หายไป เพราะเป็นสิ่งที่ต้องชำระด้วยกันทั้งสอง หรือเป็นสิ่งที่จะปล่อยวางด้วยกันทั้งสองอย่าง เช่นเดียวกับคำว่า "บุญ" และ "บาป"
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-5-10 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 14 สิงหาคม 2565)
- คำว่า "บุญ" ก็เหมือนกับสายทางเดินที่อุดมสมบูรณ์ด้วยเครื่องเสวยนานาชนิดของเรา เราต้องการไปสู่จุดใด บุญมีความจำเป็นต่อการเดินทางของเราจนถึงจุดนั้น เมื่อถึงจุดนั้นแล้ว ทางก็หมดหน้าที่ บุญก็หมดภาระไปในตัว หรือหมดความจำเป็นไปเอง เช่นเดียวกับเรารับประทานอาหารน่ะ รับประทานไป รับประทานไป เมื่ออิ่มแล้ว มันก็ปล่อยกันเอง ไม่ใช่จะเบื่ออาหาร รังเกียจอาหาร โกรธ หรือ เกลียดอาหารไปอย่างนั้น ไม่ใช่! เมื่อเป็นความอิ่มพอในธาตุขันธ์แล้วก็ปล่อยกันไปเอง หรือหมดความจำเป็นโดยหลักธรรมชาติ คำว่า "บุญ" ก็เป็นอย่างนั้น
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-5-11 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 14 สิงหาคม 2565)
- "บาป" คือ ความเศร้าหมองนั้น ต้องตั้งใจละ ตั้งใจถอนต้นเหตุของมัน คืออะไรที่ทำให้เกิดเป็นบาปขึ้นมา เป็นความเศร้าหมองขึ้นมา มีอะไรเป็นสาเหตุ ก็แก้สาเหตุนั้นๆ เมื่อแก้สาเหตุจนละได้แล้ว ความเศร้าหมองซึ่งเป็นผล มันก็ดับไปเอง
- การแก้สาเหตุแห่งความชั่วทั้งหลาย เพื่อให้ความเศร้าหมองสิ้นไปนั้น ก็เป็นการสร้างกุศลภายในตัว คือ มีความฉลาดเกิดขึ้นมา ไม่มีความฉลาดก็แก้สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เมื่อความฉลาดพอตัวแล้วก็แก้สิ่งนี้ได้ เมื่อแก้ได้หมดโดยสิ้นเชิงแล้ว ความฉลาดก็หมดความจำเป็น หมดหน้าที่ในการแก้หรือถอดถอนกิเลสไปเอง ต่างก็ผ่านไปโดยหลักธรรมชาติเหมือนสติปัญญา เป็นต้น
- "สติปัญญา" เป็นเครื่องมือสำคัญมาก ไม่ใช่เป็นผล เป็นเครื่องมือทำงานแก้กิเลสทุกประเภท แต่เมื่อเวลาแก้กิเลสจนหมดสิ้นไม่มีอะไรเหลืออยู่ภายในใจแล้ว สติปัญญาซึ่งเป็นเครื่องมือก็ผ่านไปเอง เหมือนนายช่างปล่อยวางเครื่องมือทำงาน
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-5-12 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 14 สิงหาคม 2565)
- "สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป" เป็นมรรค แปลว่า ทางเดิน หรือเครื่องมือทำงานแก้กิเลส
- "มรรค" เป็นทางเดินของจิต เป็นทางเดินอันราบรื่นดีงาม และปลอดภัย เป็น "มัชฌิมา" เป็นศูนย์กลางแห่งความถูกต้องดีงามทุกส่วน ถูกต้องในการแก้กิเลสตัณหาอาสวะทุกประเภท ไม่มีเครื่องมือใดจะเหมาะสม หรือเหมาะสมที่สุด ยิ่งกว่าเครื่องมือ คือมรรคแปดนี้ และเป็นทางตรงแน่วต่อมรรคผล นิพพาน ก็คือทางสายนี้ ท่านเรียกว่า "มัชฌิมา"
- เมื่อถึงจุดหมายปลายทางแล้ว "มัชฌิมา" ซึ่งเป็นหนทางนี้ ก็หมดปัญหาภาระไปเอง เพราะถึงที่แล้ว ใครจะไปกอบโกย หรือแบกหามเอาหนทางไปด้วยล่ะ เพราะถึง "เมืองพอ" โดยสมบูรณ์แล้ว เป็นไปตามความจริงล้วนๆ แล้ว นี่แหละ ท่านว่า "ปุญญปาป ปหินบุคคล" บุคคลผู้มีบุญ และบาปอันละเสียแล้ว ละแบบนี้เอง ทางเป็นที่เดินไป แต่เมื่อถึงที่แล้ว มันก็ผ่านกันไปเอง หรือหมดความจำเป็นกันไปเอง คำว่า "บุญ" อันเป็นสมมุติ และอาศัยเวลายังอยู่ในสมมุติ พอพ้นสมมุติแล้ว ก็หมดปัญหากันไปเอง
- ทีนี้ จิตเดินสุดทางแล้วก็อยู่ ถ้าว่า "อยู่" ตามแบบโลกที่เรียกกัน ถ้าว่า "หยุด" ก็หยุดด้วยความบริสุทธิ์ใจ ถ้าว่าอยู่ก็อยู่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ อยู่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทุกอาการไม่ละความบริสุทธิ์ จิตที่บริสุทธิ์แล้วเป็นอย่างนั้น
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "ศาสนาเท่านั้นชำระใจสกปรก" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "ศาสนาเท่านั้นชำระใจสกปรก" (#1-1-5-13 - #1-1-5-14) [ออนไลน์: 14 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-5-13 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 14 สิงหาคม 2565)
- ธาตุขันธ์ก็เหมือนกับเราๆ ท่านๆ อย่างนี้แหละ มีการเจ็บการปวด เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นธรรมดา เช่น เจ็บหัวตัวร้อน ไม่ผิดกันอะไร ก็ธาตุขันธ์มันเหมือนกันนี่ มันก็ต้องเป็นกองทุกข์เหมือนกัน เป็นแต่จิตที่แยกตัวออกได้โดยสิ้นเชิงแล้วนั้น ไม่มีการกระทบกระเทือนถึงจิตอีกต่อไป
- แม้อาการของขันธ์จะเป็นมากน้อยเพียงใด ใจก็ทราบตามอาการของมันที่แสดงตัวโดยทางปัญญาที่เคยทราบไว้แล้ว ปัจจุบันที่ปรากฏขึ้นมาให้เป็นความทุกข์เฉพาะหน้า ก็ไม่หลง เพราะปัญญาไม่พาให้หลง นอกจากความโง่เท่านั้น พาให้คนหลง นี้ปัญญาเมื่อได้แทงทะลุปรุโปร่งไปหมดแล้ว ก็ไม่มีอะไรจะมาหลอกปัญญาได้อีก เพราะเห็นชัดตามเป็นจริงอยู่แล้วโดยหลักธรรมชาติ ขาดตัวแล้ว ก็ไม่มีอะไรกำเริบ
- เพราะฉะนั้น เรื่องธาตุขันธ์จะแสดงอาการของมันในลักษณะใด ก็ทราบตามลักษณะนั้นๆ จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของขันธ์ที่ทนไม่ไหว มันสลายตัวลงไป ก็ทราบว่ามันสลายตัวลงไป
- ส่วนผู้บริสุทธิ์ก็ไม่ได้สลายไปตามธาตุตามขันธ์ ซึ่งเป็นตัวสมมุติ ผู้เป็นวิมุตติ ก็เป็นไปตามวิมุตติ ผู้เป็นสมมุติก็เป็นไปตามสมมุติของเขา ต่างอันต่างจริง
- นี่แหละ การประมวลเรื่องความเกิดความตายทั้งหลายมามากน้อย จำได้ไม่ได้ก็ตาม ให้ประมวลลงมาในธาตุขันธ์ของเรา กองทุกข์ทั้งมวลที่เคยเป็นมา กี่ภพกี่ชาติ ก็ประมวลลงมาในกาย ในจิต ของเรา ที่กำลังปรากฏอยู่เวลานี้ และแก้ไขกันที่จุดนี้ ให้รู้ตามความเป็นจริงของมันทุกแง่ ทุกมุม ทุกสัด ทุกส่วน ทั้งธาตุ ทั้งขันธ์ ทั้งจิตใจโดยเฉพาะ จนกระทั่งไม่มีอะไรเหลือเป็นสิ่งลี้ลับอยู่ภายในจิตใจให้ลุ่มหลงอีกเลย ก็ชื่อว่า "เป็นผู้รู้แจ้งแทงตลอด หรือเป็นโลกวิทู" รู้แจ้งโลกภายในขันธ์ของตน
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-5-14 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 14 สิงหาคม 2565)
- โลก คือ ขันธ์ เมื่อรู้แจ้งโลก คือ ขันธ์อันนี้แล้วก็หมดปัญหา ปัญหาเรื่องความทุกข์ ความลำบากที่เคยเป็นมากี่กัปกี่กัลป์ มายุติลงที่จุดนี้ เรื่องที่จะเป็นต่อไปข้างหน้าสร้างภพสร้างชาติ เที่ยวจับจองป่าช้า เกิด แก่ เจ็บ ตาย ในสถานที่นั้นๆ ภพนั้นๆ ภพนั้น ภพนี้ ก็หมดปัญหาลงในปัจจุบัน จิตที่บริสุทธิ์แล้ว ด้วยสติปัญญาเป็นเครื่องชำระ ยุติกันเท่านี้!
- การแสดงธรรม ก็ขอยุติเพียงเท่านี้ เอวังฯ

