อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน…มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 (#1-1-1)
พิพิธภัณฑ์สันตุสฺสโก (ออนไลน์) ที่ nippanang.com (นิพพานัง ดอท คอม)
- พระกรรมฐานกราบแทบเท้าคารวะทำวัตรเทศกาลเข้าพรรษา สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ...มรดกธรรมะป่า
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 (#1-1-1)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "ฟังธรรมะป่า" (#1-1-1-1 - #1-1-1-30) [เริ่ม: 5 สิงหาคม 2565 - จบ: 9 สิงหาคม 2565]
- ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์: พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านพระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสฺสโก
- คัดลอกสาระธรรม เรียงร้อย และออกแบบ โดย ดร. ประวรา ธนะปุระ (จิตอาสา)* และสนับสนุนโดย ผู้มีจิตศรัทธา
- เริ่มสร้าง: 5 สิงหาคม 2565 - วันสุดท้ายที่ปรับปรุง: 9 สิงหาคม 2565
- พระธรรมวิสุทธิมงคล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "ฟังธรรมะป่า" (#1-1-1)*
- * ข้อมูลอ้างอิง: คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "ฟังธรรมะป่า" (#1-1-1-1 - #1-1-1-30)**
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "ฟังธรรมะป่า" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "ฟังธรรมะป่า" (#1-1-1-1 - #1-1-1-4) [ออนไลน์: 6 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-1 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 5 สิงหาคม 2565)
- เทศน์ธรรมะป่า ไม่ได้ตั้ง "นโมฯ" ระลึกนอบน้อมต่อ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ แล้วก็อธิบายไปเลยทีเดียว ท่านผู้ฟังก็กรุณาฟังตามสบาย ทำความสงบใจ ไม่ต้องพนมมือก็ไม่เสียความเคารพ ขอให้ใจเคารพธรรมอยู่ภายในความรู้สึก คือ ใจ อย่าให้ใจส่งไปในที่ต่างๆ ตามปกติของใจ ชอบนึกคิดไปในอารมณ์ต่างๆ เสมอ ในขณะที่ฟังธรรม กรุณาให้ความรู้สึก คือ ใจ นั้นอยู่กับตัว การฟังเสียงอรรถเสียงธรรมก็จะชัดเจนขึ้น
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-2 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 5 สิงหาคม 2565)
- "ศาสนาคือ โอชารส เครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ หรืออาหารทิพย์ อาหาร คือ ธรรมเป็นอาหารอันโอชะของจิตใจ ซึ่งมวลสัตว์กระหายภายในใจ ไม่มีอาหารอันเหมาะสมกับใจมาผ่าน เกิดความทุกข์ไม่มีประมาณ เพราะขาดอาหาร คือ "ธรรม" ฉะนั้นธรรมจึงจำเป็นต่อโลกมากมาย ถ้าไม่จำเป็นพระพุทธเจ้าจะไม่ทรงปรารถนาความเป็นศาสดาเพื่อสั่งสอนโลกแม้พระองค์เองก็คงไม่ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อพ้นจากโลกจากสงสาร ซึ่งเป็นกองทุกข์อันยาวเหยียดหาที่สุดมิได้ ที่มีอยู่ใน "สามโลก" นี้
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-3 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 6 สิงหาคม 2565)
- ธรรมเคยแก้กิเลสมาแล้วจนกระเทือนโลก ด้วยเหตุนี้ธรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็นทั่วโลกดินแดน ที่ต้องการความสุขความเจริญ นอกจากจะไม่มีความรู้สึกนึกคิดใดๆ เช่นเดียวกับสัตว์เดรัจฉาน และหัวตอเท่านั้น ศาสนาจึงไม่จำเป็น เพราะสัตว์และหัวตอรับศาสนาไม่ได้ สัตว์ทำอะไรก็ไม่สนใจในความหมายดี ชั่ว ผิด ถูก ใดๆ หัวตอก็ทำบาปทำบุญไม่เป็น ไปนรก สวรรค์ นิพพาน ติดคุกติดตะรางไม่เป็น เพราะเป็น "หัวตอ"
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-4 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 6 สิงหาคม 2565)
- เราไม่ใช่ "หัวตอ" เราเป็นคนทั้งคน เรื่องของศาสนาจึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับเรา ถ้าพิจารณาตามทางเหตุผลในความรับผิดชอบตนเองแล้ว ศาสนากับเราก็แยกกันไม่ออก เราคือศาสนา ศาสนาคือเรา เพราะเหตุใด?
- ศาสนาท่านสอนว่าอย่างไร ท่านสอนให้เป็น "คนดี" ประพฤติชอบ อยู่ในกรอบของศีลธรรม ท่านสอนในที่เป็นประโยชน์ และปลอดภัยแก่เราเอง
- การแสดงออก จะแสดงออกในทางดีหรือชั่ว อะไรที่เป็นสาเหตุให้เกิดสุขหรือทุกข์ขึ้นมา ต้องอาศัยแนวทางของศาสนาเป็นเครื่องดำเนิน ลำพังเราก็เดินไม่ถูกทางและขนทุกข์ใส่ตนเอง ตลอดกาลสถานที่ คนเราต้องการความสุข ความเจริญ เต็มหัวใจด้วยกัน แต่มักไปโดนแต่ความทุกข์เสียมากกว่าจะเจอความสุข เพราะเหตุใด? ก็เพราะเดินไม่ถูกทางที่จะให้เกิดความสุข ความเจริญ นั่นเอง!
- ดังนั้น "ศาสนา" อันเป็นเข็มทิศแนวทางที่ถูกต้องเพื่อความสวัสดีปลอดภัย จึงจำเป็นอย่างยิ่ง! คำว่า "ศาสนา" ก็ได้แก่คำสั่งสอน นี้พูดอย่างเผินๆ ว่า "คำสั่งสอน" เมื่อแยกออกมาสู่โลกสมมุติแล้ว ไม่ค่อยเต็มเม็ดเต็มหน่วยตามความจริงของธรรมแท้ และไม่ค่อยมีน้ำหนักเท่าที่ควร คำว่า "ศาสนา ๆ" จึงไม่ค่อยถึงใจและจำเป็นสำหรับความรู้สึกของโลก ที่ไม่เข้าใจศาสนาพอ
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "ฟังธรรมะป่า" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "ฟังธรรมะป่า" (#1-1-1-5 - #1-1-1-13) [ออนไลน์: 7 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-5 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 7 สิงหาคม 2565)
- คำว่า "ธรรม" นั้น สำคัญมาก ศาสนธรรมที่ดึงออกจากธรรมแท้ นั่นแหละมาเป็น "กรุย" เป็น "หมายป้ายทาง" หรือเป็นแบบแปลนแผนผัง พอสัตว์โลกได้ดำเนินตาม เพื่อได้เข้าถึงองค์แห่งธรรมแท้ ซึ่งจะสัมผัสและสถิตอยู่ที่ใจของผู้ปฏิบัติธรรม
- ในโลกถ้ามีมนุษย์ชนิดที่เต็มไปด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง และราคะตัณหา อยู่ด้วยกันจำนวนมาก ก็ไม่อาจยังกันและกันให้ถึงความสุขโดยถูกทางได้เลย นอกจากจะกดถ่วง หรือฉุดลากกันลงเหวลงบ่อ ให้ล่มจมไปตามๆ กันเท่านั้น เมื่อคิดถึงคนจำนวนมาก ที่ไม่อาจชี้แนวทาง "บุญ บาป นรก สวรรค์ และนิพพาน ให้กันได้โดยถูกต้อง เหมือนศาสนธรรม ที่ประกาศสอนไว้ พุทธศาสนิกชนจึงควรภูมิใจ ที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา อันเป็น "ศาสนธรรมแท้" แน่แก่ใจ และปฏิบัติบำเพ็ญเต็มความสามารถ แม้หัวใจขาดดิ้นสิ้นซาก ก็ขอถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ไปเลย ไม่อาลัยเสียดาย เพราะในโลกนี้นับตัวเราท่านเข้าด้วยกัน ไม่มีอะไรวิเศษเลอเลิศยิ่งกว่า "ธรรม" ธรรมเป็นสูงสุดในแดนโลกธาตุ
- ทั้งนี้กรุณาปฏิบัติให้รู้ธรรมทางใจ สัมผัสธรรมทางใจเถิด คำว่า "ธรรมเลิศ ๆ" จะเป็นคำอุทานของท่านเอง โดยไม่มีใครบอกใครแนะ ใครบังคับ หากเป็นความยอมรับอย่างซึ้งใจของท่านเอง
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-6 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 7 สิงหาคม 2565)
- ธรรมที่สัมผัสใจ หรือธรรมที่สถิตอยู่ในใจของท่านผู้ปฏิบัตินี้แล เป็นธรรมที่ถึงใจอย่างบอกไม่ถูก คำว่า "ศาสนธรรม" คือ คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ฝ่ายเหตุสอนให้รู้ธรรมภายในใจ ส่วนผล คือ ธรรมอันเลิศที่สัมผัสใจ หรือสถิตอยู่ภายในใจ
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-7 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 7 สิงหาคม 2565)
- ธรรมแท้ไม่เหมือนคำพูด ไม่เหมือนการคาดคิดนึกเดาเอา ไม่เหมือนมโนภาพ แต่เหมือนใจที่สงบผ่องใส เหมือนใจที่สง่าผ่าเผย เหมือนใจที่ปราศจาก "สมมุติ" โดยประการทั้งปวง คือใจที่บริสุทธิ์
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-8 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 7 สิงหาคม 2565)
- ผู้ปัดธรรมออกจากตัว คือผู้ปัดความสุข ความสมหวังทุกด้านออกจากตัว เหลือแต่เนื้อ หนัง กระดูก หุ้มห่อกันอยู่เท่านั้้น ก็ไม่ผิดอะไรกับสัตว์ตายตามข้างถนน ที่ยังมีหนังหุ้มกระดูกอยู่ แต่กลิ่นเหม็นไปทั่วสารทิศ
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-9 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 7 สิงหาคม 2565)
- คนที่ชอบธรรม รักใคร่เลื่อมใสในธรรม คือ ประเภทผ้าขี้ริ้วห่อทอง หรือประเภทผ้าราคาแพงห่อทอง เป็นผู้มีคุณค่ามาก โดยไม่ต้องอาศัยการเสกสรรปั้นยอใดๆ ทั้งสิ้น
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-10 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 7 สิงหาคม 2565)
- ท่านผู้ใดยังไม่มีธรรม ยังไม่สนใจในธรรม ควรสนใจและบำเพ็ญ ทาน ศีล ภาวนา เสียแต่บัดนี้ ท่านจะไม่เสียใจภายหลัง เพราะความจำเป็นหรือความจนตรอกรออยู่ข้างหน้าทุกคนไม่มีการยกเว้น ถึงวันเวลาผู้นั้นก็รู้เอง ไม่จำเป็นต้องบอกก็ได้
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-11 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 7 สิงหาคม 2565)
- "กุสลา" คือ ความฉลาดหาบุญนั้น ฉะนั้นเพื่อความแน่ใจ จงสร้าง "กุสลา" คือ ความฉลาดขึ้นกับตนในเวลามีชีวิตอยู่นี้อย่าประมาทแบบไม่มีความอิ่มพอ บทเวลาเจอทุกข์จะทานน้ำหนักไม่ได้
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-12 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 7 สิงหาคม 2565)
- พระพุทธเจ้าสอนให้มีความฉลาดในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่ตายแล้วนิมนต์พระมา "กุสลา ธมฺมา" ยกไปสวรรค์ นิพพานกันหมด ถ้าเช่นนั้นจะมาปฏิบัติศาสนาให้ลำบากทำไม หลวงตาบัวตัวบรมขี้เกียจนี้ยิ่งแล้ว ไม่มาบวชให้เสียเวล่ำเวลา ตายแล้วนิมนต์พระขรัวตาสักองค์เดียวก็พอ มาสวด กุสลา ธมฺมา ให้ไปสวรรค์ฉิบ เพราะการบวชนี้ลำบากลำบนเหลือเกินแต่ก็ทนเอา เพราะต้องการความดีความฉลาด อันเป็นธรรมพาให้พ้นทุกข์ จนทนอยู่ ทนปฏิบัติมาจนบัดนี้
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-13 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 7 สิงหาคม 2565)
- การสร้างกุศล คือ ความฉลาดให้แก่ตนเสียแต่บัดนี้นั้นเป็นความชอบธรรม ตายแล้ว ใครจะมา "กุสลา" หรือไม่กุสลา ก็ไม่วิตก เป็นห่วงกับกุศลที่เขาอุทิศให้ จงสร้างให้พอแต่บัดนี้ เต็มตัวแต่บัดนี้แล้ว ใครจะอุทิศให้หรือไม่อุทิศให้ ก็ไม่สำคัญ เพราะเรามีอยู่ในตัวเราแล้ว และไปอย่างสบายหายห่วง นี่เป็นหลักประกันตัวได้อย่างแน่นอน
- ความฉลาดในธรรม นำบุคคลผู้บำเพ็ญให้มีความสงบร่มเย็น ทั้งปัจจุบันและอนาคต ชื่อว่า "กุสลา ธมฺมา พาอยู่ พาไป พาให้เป็นสุข"
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "ฟังธรรมะป่า" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "ฟังธรรมะป่า" (#1-1-1-4 - #1-1-1-18) [ออนไลน์: 8 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-14 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 8 สิงหาคม 2565)
- "จิตตภาวนา" เป็นธรรมสำคัญมาก สามารถทราบความเป็นมาความเป็นอยู่ และความเป็นไปของตนภายในจิตได้ไม่ต้องสงสัย เช่น ความเกิด ความตาย เป็นต้น ตายที่นั่นมาเกิดที่นี่ มีอยู่กับจิตดวงเดียว เป็นสาเหตุพาให้ไป เป็นไปไม่มีสิ้นสุด ถ้าไม่ตัดเชื้อที่ทำให้เกิดซึ่งมีอยู่กับใจนี้เสีย
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-15 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 8 สิงหาคม 2565)
- การที่จะประคับประครองจิตให้ไปเกิดที่ดีคติที่งามนี้ ต้องประคับประครองด้วยการสร้างธรรม คือ กุศลธรรมขึ้นในใจ ผลก็เป็นคุณงามความดี ให้ผู้บำเพ็ญได้เสวยสุขทุกภพทุกชาติไป
- เราเป็นมนุษย์จึงควรบำเพ็ญศีลธรรมให้มีขึ้นภายในใจ เพื่อให้ใจได้ยึดเป็นหลักใจ เมื่อมีของดีเป็นที่ยึดเหนี่ยวเกี่ยวเกาะแล้ว ย่อมไปดี อยู่ดี มีสุข จะไปเกิดภพไหนก็ไปเถอะ คนมี "บุญ" ประจำใจแล้วไม่ล่มจมแน่นอน
- แต่คนมีบาป อยู่เฉยๆ ก็ร้อน นั่งอยู่ก็ร้อน เดินอยู่ก็ร้อน ยังไม่ตายก็ร้อน ตายไปก็ร้อน เพราะความร้อนอยู่กับหัวใจ ไม่ได้อยู่ที่อื่นใด ไปเกิดในภพใดแดนใดก็ร้อนหาความร่มเย็นเป็นสุขไม่ได้เลย และไม่มีใครช่วยได้
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-16 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 8 สิงหาคม 2565)
- ประการสำคัญ ก็คือ ต้องฝึกหัดจิตใจ ธรรมดาของใจต้องมีความคิดความปรุงต่างๆ อยู่เสมอ มีนิสัยหลุกหลิก วอกแวก คลอนแคลน ไม่มีอะไรจะคล่องแคล่วรวดเร็วไปยิ่งกว่าใจ แต่เมื่ออาศัยหลักธรรม มี "สติ" เป็นต้น มีคำบริกรรมแห่งธรรมบทใดบทหนึ่ง เช่น "พุทโธ" หรือ อานาปานสติ เป็นต้น เข้าเป็นเครื่องกำกับใจ มีสติรับรู้อยู่กับคำบริกรรมนั้นๆ ไม่ให้เผลอส่งใจไปสู่อารมณ์อื่นๆ ในขณะที่ทำภาวนานั้นแหละ จิตจึงจะสงบจากความวุ่นวายต่างๆ ลงได้
- เมื่อใจมีความสงบ ย่อมจะรู้เห็นสารคุณขึ้นภายในตัว และเห็นโทษแห่งความระเหเร่ร่อนในความไม่มีหลักมีเกณฑ์ของใจ ถ้ายังไม่มีสิ่งเทียบเคียง ได้แก่ ความสงบสุข กับความฟุ้งซ่าน ให้เกิดทุกข์มาเทียบเคียงกัน ก็ไม่ทราบว่าอะไรดี อะไรไม่ดี จึงต้องมีสิ่งเทียบเคียงเป็นคู่แข่งกัน
- มีแต่ความทุกข์ร้อน ร้อนไปทั้งวันทั้งคืน นับแต่เกิดมาไม่เคยมีความเย็นเป็นเครื่องแก้กัน ก็ไม่ทราบว่าอะไรจะดีกว่าสิ่งที่ตนกำลังเผชิญอยู่ ฉะนั้นความเห็นคุณในสิ่งหนึ่ง จึงทำให้เห็นโทษภัยในอีกสิ่งหนึ่งได้อย่างชัดเจน และหาทางออกจากสิ่งที่เป็นภัยเพื่อสิ่งที่เป็นคุณต่อไป
- เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงควรอบรมใจให้เป็นไปในทางดี
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-17 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 8 สิงหาคม 2565)
- พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนให้พิจารณาที่จิต ซึ่งเป็นที่ซ่องสุมของกิเลส ของทุกข์ทั้งมวล กิเลส ตัณหา ภพชาติน้อยใหญ่ทั้งหลาย เกิดขึ้นที่ใจ จึงต้องเรียนและปฏิบัติให้รู้ที่ใจเป็นสำคัญ เพราะคำว่า "กิเลส ตัณหา อาสวะ เป็นต้นนั้น เป็นเพียงชื่อของกิเลส ตัวกิเลสแท้นี่มีอยู่ในใจของสัตว์โลก" ฉะนั้นเมื่อเรียนรู้ชื่อแล้ว จำต้องปฏิบัติ ที่ท่านเรียกว่า "จิตตภาวนา" เป็นขั้นๆ ไป อันเป็นวิธีการถอดถอนกิเลสออกจากใจโดยลำดับไม่อับจน!
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-18 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 8 สิงหาคม 2565)
- การภาวนา คือ การตะล่อมกิเลส และขุดค้นตัวกิเลสขึ้นมาทำลายด้วยสติปัญญา มีความเพียรเป็นเครื่องหนุนหลัง จะชื่อว่า "ผู้ฉลาดฆ่ากิเลส" คือ ฉลาดฆ่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง ของตัวให้หมดไปโดยลำดับๆ ใจก็นับวันโปร่งโล่งสบาย เพราะปกติคนเรามันหนัก มันทุกข์ เพราะความโลภ เพราะความโกรธ เพราะความหลง ไม่ใช่จะมีความสุขความสบาย เพราะความโลภ ความโกรธ ความหลง สัตว์โลกเป็นทุกข์เพราะสิ่งเหล่านี้แลเป็นสำคัญ
- ธรรม ท่านสอนให้แก้ ให้ปลดเปลื้องสิ่งเหล่านี้ให้หมดไป หมดไป ความสุขนั้นไม่ต้องถาม จะเกิดขึ้นมาเอง การสร้างตัวเองให้ฉลาด การบำเพ็ญตัวเองเพื่อเป็นคนดีมีความสุข จงสร้างที่ตรงนี้ อย่าให้ถึงเวลาเขาเอาเข้าโลงแล้ว เคาะโลงป๊กๆ "รับศีลนะพ่อนะ รับศีลนะแม่นะ" ราวกับเด็กไม่รู้เดียงสา ตอนมีชีวิตอยู่ไม่สนใจกับอรรถกับธรรม ตายแล้วจะไปเอาศีลมาจากไหน จะรู้ศีลรู้ธรรมได้ที่ไหน ถ้าไม่รู้ในขณะยังมีชีวิตอยู่?
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "ฟังธรรมะป่า" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "ฟังธรรมะป่า" (#1-1-1-19 - #1-1-1-23) [ออนไลน์: 9 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-19 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 9 สิงหาคม 2565)
- ปกติของใจสามัญชน สิ่ง "ปลอม" ทั้งหลายเข้าได้วันยังค่ำ ดังความโกหกหลอกลวง เป็นต้น ซึ่งเป็นของปลอม มักเชื่อกันง่ายๆ ส่วนความจริงไม่ค่อยเชื่อ เพราะหัวใจสกปรก หยิบยื่นของสะอาด คือ ธรรมเข้าไปให้ มันไม่เข้า ไม่รับ เพราะใจสกปรก เอาของดี ของจริง เข้าไปให้จึงไม่รับ ถ้าเป็นของสกปรกด้วยกันแล้ว วันยังค่ำมันรับได้ ราวกับความทุกข์ที่เกิดจากของปลอม จะทำให้ตนตายไม่ได้ ใจสกปรกกับอารมณ์สกปรกพันกันไป เลยยิ่งกว่า "แหพันลิง" ฉะนั้นจิตสามัญชนจึงเป็นประเภท "แหพันลิง"
- กำหนดลงที่ใจดูซิ เวลานี้ใจเป็นอย่างไร มันเป็นแบบ "แหพันลิง" หรือแบบไหน เพราะเราเป็นผู้พิสูจน์เราเอง เป็นผู้เรียนและปฏิบัติธรรม ควรจะรู้ใจตัวเองว่าหนักไปในทางใด ถ้าผิดต้องรีบแก้ไข ไม่นอนใจสมกับเป็นผู้เห็นภัยในกิเลส ตัวก่อทุกข์อยู่บนหัวใจ
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-20 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 9 สิงหาคม 2565)
- ความจริงนั้นใจนี้ไม่สูญ ท่านจึงสอนให้รู้ความจริงของใจ และสิ่งเกี่ยวข้องกับใจโดยทางจิตตภาวนา เพราะพระพุทธเจ้าทรงรู้ความจริงได้จากจิตตภาวนา มิได้รู้ด้วยการคาดคะเน หรือด้นเดาเอาเฉยๆ
- ผู้ต้องการความจริงอย่างแน่ใจ หายสงสัย จึงควรทำตามแบบของพระพุทธเจ้า ผู้สิ้นความสงสัยโดยสิ้นเชิงแล้ว แต่อย่าทำตามแบบคนที่มีกิเลส เช่น ด้นเดาเอา เป็นต้น
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-21 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 9 สิงหาคม 2565)
- การฝึกหัด "ภาวนา" ในเบื้อต้นโปรดยึดคำบริกรรมเป็นสำคัญ กว่าการเล็งผลใดๆ เช่น บริกรรม "พุทโธๆ" ก็ให้มีความรู้สึกอยู่กับคำว่า "พุทโธ" จริงๆ มีสติกำกับความรู้สึกอยู่ตลอดไปจนถึงเวลาหยุด เมื่อคำบริกรรมติดต่ออยู่กับ "พุทโธ" คือติดแนบอยู่กับงานโดยสม่ำเสมอแล้ว ความรู้สึกที่เคยคิดสร้างเรื่องต่างๆ ให้วุ่นวาย ก็จะรวมเข้ามาในจิตนี้ ที่ท่านเรียกว่า "จิตสงบ" จิตสงบนั้นหมายถึงอย่างนี้ คือ กระแสของใจรวมตัวเข้ามาสู่จิตดวงเดียว เป็นความสงบสุข
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-22 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 9 สิงหาคม 2565)
- การภาวนาเป็นความลำบากและหนักใจอยู่บ้าง ก่อนจะเห็นความแปลกประหลาดภายในใจดวงนี้ ซึ่งไม่เคยรู้เคยเห็นมาแต่ก่อน ทั้งๆ จิตก็อยู่กับตัว สิ่งที่จะให้รู้ให้เห็นก็อยู่กับตัว แต่ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรจึงไม่รู้ไม่เห็นตัวและเรื่องของตัว ใจจึงมั่นหมายเอา ทั้งตัวเราทั้งหมดเป็นตัวรู้ เมื่อร่างกายนี้สลายลงไป เจ้าตัวก็หมดปัญญา ราวกับสูญสิ้นล่มจมไปหมด ทั้งๆ ที่ใจมิได้สลายไป มิได้สูญสิ้นไปจากความเป็นจิตเป็นใจมาดั้งเดิม ฉะนั้นคนที่มีความเห็นว่า "ตายแล้วสูญ" จึงมักจะคิดอย่างนี้
- "ถ้าจับตัวสำคัญ" นั้นไม่ได้ คือ "ตัวสำคัญว่าตายแล้วสูญ" นั้นไม่ได้ ก็จะต้องก่อความลังเลสงสัยอยู่ร่ำไป แต่ผลที่ได้รับก็คือ ความผิดหวัง ในที่ทุกสถาน ตลอดกาลของภพชาติที่ยังเป็นไปอยู่
- ความสำคัญว่า "ตายแล้วสูญ ตายแล้วสูญ" นี้แลเป็นภัยใหญ่ และยืดเยื้อแก่สัตว์โลก ราวกับเป็นผู้สิ้นหวังโดยประการทั้งปวงทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะอนาคตเป็นความหมดหวัง เหมือนหินหักครี่งท่อนต่อกันให้ติดไม่ได้ จะเรียกว่า "ผู้มีอนาคตอันกุดด้วน" ก็ไม่น่าจะผิด
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-23 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 9 สิงหาคม 2565)
- พระพุทธเจ้าทรงเป็นจอมปราชญ์ฉลาดแหลมคม ทรงแก้กิเลสได้แล้ว ทรงทุ่มเท "ธรรมะ" สั่งสอนโลกด้วยพระเมตตาจริงๆ
- ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่จงสร้างความดีที่จะเป็นผลเป็นประโยชน์แก่ตน อย่าให้เสียท่าเสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ในท่ามกลางพระพุทธศาสนา อย่ากอดกองมหาสมบัติอยู่ แต่ไม่ได้อะไรเป็นสาระแก่นสารติดตัวไปบ้างเลย การเป็นเช่นนั้นดูว่าเรานี้โง่กว่ามนุษย์เดินดินกินข้าวด้วยกันเกินไป ไม่สมกับเกิดทันพระพุทธศาสนา
- อีบุ๊คคำหลวงตาพาดำเนิน...มรดกธรรมะป่า เล่ม 1 "ฟังธรรมะป่า" (ข้อมูลอ้างอิง*)
- คัดลอกสาระธรรม...คำหลวงตาพาดำเนิน "ฟังธรรมะป่า" (#1-1-1-24 - #1-1-1-30) [ออนไลน์: 9 สิงหาคม 2565]*
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-24 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 9 สิงหาคม 2565)
- ถาม ๑ ดิฉันอยากกราบเรียนว่า การเดินจงกรมนั้น เดินวิธีใด ถึงจะถูกค่ะ?
- ตอบ กิริยาของการเดินจงกรม ตามปกติ ก็เดินกลับไปกลับมา แต่ความระลึกรู้ของเราที่จิต ผู้ทำงานก็ให้ทำงานอยู่ภายใน ดังที่เคยทำอยู่ เช่น กำหนด "พุทโธ" เดินไป ก็ให้รู้อยู่กับ "พุทโธ" กลับไปกลับมา ก็ถูกต้องตามวิธีเดินทำความเพียรในอิริยาบถเดิน และอาการของการเดิน
- นั่ง จะนั่งแบบไหนก็ได้ แต่ที่ท่านชอบนั่งกัน ท่านนั่งแบบ "ขัดสมาธิเพชร" หรืออะไรทำนองนั้น ทั้งนี้ก็เพื่อความสม่ำเสมอในอิริยาบถต่างๆ ของร่างกาย การนั่งพับเพียบ มักจะหนักทางด้านที่ถูกทับ คือ นั่งพับทางนี้ก็จะหนักทางด้านนี้ ไม่เสมอกัน ท่านจึงนั่งขัดสมาธิ รู้สึกว่ากายทรงความหนักเบาเสมอกัน ไม่หนักทางใดทางหนึ่งมากไป เวลานั่งนานๆ ความกดของส่วนร่างกายกับพื้นก็เสมอกัน เราจะเห็นคุณค่าของการนั่งขัดสมาธิในเวลานั่งนานๆ พอนั่งรู้สึกเมื่อย ก็พลิกเปลี่ยนเสีย พลิกเปลี่ยนเสียทุกครั้งที่รู้สึกเมื่อย ก็จะไม่เห็นความสำคัญของการนั่งขัดสมาธิ
- การนั่งขัดสมาธิเป็นเวลานานๆ คือ นั่งหลายๆ ชั่วโมง เช่น ๕-๖ ชั่วโมง ๗-๘ ชั่วโมง หรือแต่หัวค่ำจนสว่าง อย่างนี้จะเห็นความสำคัญของารนั่งขัดสมาธิ ว่ามีส่วนเหน็ดเหนื่อยเสมอกัน
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-25 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 9 สิงหาคม 2565)
- ถาม ๒ ขณะที่กำหนดจิตว่า "พุทโธๆ ๆ" นี้ จำเป็นที่จะต้องทราบลมหายใจเข้าออกหรือไม่?
- ตอบ ถ้าต้องการทราบก็ได้ ไม่ขัดข้อง ไม่เป็นอุปสรรคต่อกัน ตามแต่จริตนิสัยชอบ อย่าฝืนจริตนิสัยที่ถนัดในวิธีใด ก็เป็นการถูกต้อง
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-26 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 9 สิงหาคม 2565)
- ถาม ๓ แต่ถ้าเรากำหนดจิต "พุทโธๆ ๆ" อย่างเดียว แล้วเอาใจอยู่ที่ "พุทโธ" อย่างเดียว โดยไม่ไปคำนึงถึงลมหายใจเข้าออก จะไม่เป็นการสะดวกหรือ?
- อันนี้ให้เป็นไปตามอัธยาศัยของเจ้าของ ถ้าเจ้าของเห็นอะไรสะดวกก็ให้ทำอย่างนั้นได้ อันนี้เป็นไปตามอัธยาศัย เพราะจริตนิสัยคนเราไม่เหมือนกัน เช่น กำหนด "พุทโธ" แล้วกำหนดลมหายใจ ตามด้วย "พุทโธ" ก็ได้หรือกำหนดเฉพาะ "พุทโธ" ก็ได้ หรือจะดูเฉพาะลมก็ได้ แต่ส่วนมากถ้าสติยังไม่ดีจะกำหนดเฉพาะลมอย่างเดียวไม่ค่อยจะได้หลักเกณฑ์เป็นที่พอใจเท่าที่ควร ต้องอาศัยคำบริกรรมกำกับด้วย
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-27 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 9 สิงหาคม 2565)
- จิตสงบด้วยบทภาวนาเสียแทบล้มแทบตาย เพราะขณะนั้นจิตดื้อและผาดโผนมากจนเอาไว้ไม่อยู่ จึงควรจะเรียกว่า "เผ่น" ทั้งนี้เพราะกำลังสติไม่พอกับกำลังกิเลสตัณหาในจิต ผาดโผนโลดเต้นเผ่นกระโดด เมื่ออาศัยการฝึกทรมานหลายครั้งหลายหนเข้า ใจก็ค่อยเชื่องขึ้น พอฝึกเข้า ฝึกเข้า สติก็ค่อยๆ มีขึ้นมา ใจก็ค่อยมีกำลังขึ้นเรื่อยๆ และจิตก็สงบได้ง่าย พอมีความชำนาญเข้าจริงๆ แล้ว จะทำให้สงบเมื่อใดก็ได้ตามใจหวัง ไม่ขัดขืน นั่นฟังซิ!
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-28 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 9 สิงหาคม 2565)
- พอสติมีความสามารถบังคับได้แล้ว ใจก็หมอบเลย พอกำหนดปั๊บ มันหมอบ และ "ลง" ปุ๊บ ในเวลานั้น ไม่ชักช้าเลย นี่แลเราจึงพอเห็นได้ว่า การฝึกจิต กับไม่ฝึกนั้น มีผลต่างกันอย่างไร และการฝึกจิตในขณะที่สติยังไม่ดี กับสติที่มีความสามารถบังคับจิตได้เป็นลำดับๆ แล้ว ผิดกันอย่างไร นั่นเราต้องทราบในตัวของเราเอง ไม่จำเป็นต้องถามใคร เพราะ "สนฺทิฏฐิโก" พระพุทธเจ้ามิได้ทรงผูกขาดเฉพาะพระองค์ผู้เดียว ผู้ปฏิบัติดี มีสิทธิ์รู้เห็นได้ด้วยกัน
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-29 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 9 สิงหาคม 2565)
- ถ้าใจสงบดีก็ไม่มีอะไรมากวน การกวนก็คือเจ้าของกวนเจ้าของนั่นแหละ ตามหลักธรรมชาติแล้วเจ้าของกวนตัวเอง โดยคิดเรื่องนั้น คิดเรื่องนี้ ใจปรุงแต่งออกไปเป็นภาพต่างๆ เป็นภาพสิ่งนั้นบ้าง สิ่งนี้บ้าง เป็นภาพเรื่องนี้ เป็นภาพเรื่องนั้น เป็นภาพคนนั้น เป็นภาพคนนี้ ไม่อาจพรรณนาให้จบสิ้นได้ คือ แย็บออกไปจากใจก็เป็นภาพ ภาพที่ปรากฏนั้นก็ออกไปจากตัวนี่แหละ ที่กระเพื่อมกวนตัวเอง ไม่ใช่ที่ไหนสิ่งใดมาหลอกลวงเรา มีแต่จิตปรุงภาพ หลอกตัวเองทั้งสิ้น พอจิตสงบลงไปแล้ว ภาพต่างๆ ก็ไม่แสดงตัว ก็ไม่มีเรื่องอะไร มีแต่ความรู้ล้วนๆ เหมือนโลกนี้ไม่มี เพราะตัวนี้ไปให้ความหมายอะไรทั้งโลก พอจิตสงบ สิ่งหลอกลวงด้วยภาพต่างๆ ก็ระงับไป นี่แล คือ สงบ
- คำหลวงตาพาดำเนิน #1-1-1-30 (คัดลอกสาระธรรม-PDF-ลิงค์*: 9 สิงหาคม 2565)
- คำว่า "โลกนี้ไม่มี" ทั้งๆ ที่โลกนี้มีอยู่ แต่ความรู้สึก คือ ใจ ไม่ไปเกี่ยวข้องว่าอันนั้นมี อันนั้นเป็นอย่างนั้น มีความรู้อันเดียวทรงตัวอยู่ด้วยความสงบสุข ขณะนี้ คือ ขณะใจสบาย ไม่มีอะไรกวน เจ้าของก็ไม่กวนเจ้าของ นี่เป็นขั้นนี้ก่อน
- รู้สึกว่าดี และดีใด ไม่เหมือนดีใจ ได้อะไร ไม่เหมือนได้ใจมาครองเป็นมหาสมบัติ เด่นอยู่กับตัวตลอดเวลา "อกาลิโก"!
- ขั้นละเอียดไปกว่านี้ ก็ยังมีอีกเป็นลำดับ จนสุดคำว่า "ละเอียด" หมดความหมายไปโดยสิ้นเชิง ถ้าถึงนั่นแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไรอีก หมดปัญหาภายในใจ